กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม

 

เขียนโดย จัดพิมพ์จำหน่ายโดย

บทนำ (Introduction: หน้าที่1-11)

 

ภาพที่ดูฝ้ามัว เสียงที่ฟังไม่ชัดเจน ดูแล้วทำให้นึกถึงโทรทัศน์เมื่อสี่สิบปีก่อน เป็นภาพชายสองคนหมอบกราบบนพื้นพรมหนา คนหนึ่งใส่เสื้อผ้าหยาบๆไม่สวยหรู่สีครามแบบชุดชาวนา อีกคนหนึ่งใส่ชุดสูทเสื้อนอกอย่างนักธุรกิจ ทั้งสองคนนั่งพับเพียบเหมือนอย่างกับคนว่านอนสอนง่าย ทั้งสองคนหงายหน้าจ้องมองดูบุคคลที่นั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้นวมปิดทอง

ด้วยบริพารหมอบราบขนาบข้าง บุคคลที่นั่งอยู่กล่าวกับชายทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่อยู่ในลำคอ เสียงนั้นดังฟังชัด สุขุมเหมือนดังผู้ที่เป็นพ่อ เป็นน้ำเสียงที่หนักแน่นดังคำบัญชา ตำหนิลูกๆที่ เอาแต่ทะเลาะกัน จนต้องออกมาว่ากล่าวตักเตือนกันต่อหน้าสาธารณชน

ชายทั้งสองนั้น หาใช่พี่น้องหรือลูกหลานไม่ ความผิดนั้นก็คงจะไม่น้อยนัก คนที่ใส่สูทชุดเสื้อนอกนั้นคือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศไทย นายพลสี่ดาวจอมโกงกินทุจริตที่ชื่อว่า พลเอก สุจินดา คราประยูร อีกคนหนึ่งเป็นนักการเมืองที่ทำตัวเป็นฤษีสมถะชื่อว่า นายจำลอง ศรีเมือง ผู้นำฝูงชนเดินขบวนประท้วงสุจินดา มาหลายอาทิตย์แล้ว เมื่อสองวันที่ผ่านมา คือวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 สุจินดาได้สั่งการให้ทหารระดมยิงปืนกราดใส่ผู้เดินขบวน จนมีผู้คนบาดเจ็บและล้มตายไปเป็นจำนวนมากหลายร้อยคน ในขณะเดียวกันนั้น กองกำลังทหารของสุจินดาได้เคลื่อนกำลังเข้าไปล้อมมหาวิทยาลัย ที่มีนักศึกษาจำนวนหลายพันคนรวมตัวกันลุกขึ้นประจันหน้า ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะไม่มีสัญญาณที่จะยอมลดลาวาศอกกัน

ชายสองคนนั้นนั่งพับเพียบเคียงข้างกัน ก้มลงกราบผู้ที่มีลักษณะคล้ายกับผู้เป็นพ่อที่นั่งอยู่ตรงกลาง ผู้ซึ่งไม่มีตำแหน่งหน้าที่ในด้านการเมือง และไม่มีอำนาจบัญชาการทหาร บุคคลผู้นั้นคือภูมิพล อดุลยเดช กษัตริย์องค์ที่เก้าของราชวงศ์จักรี บุคคลที่ไม่มีใครรู้จักนักนอกประเทศไทย ผู้นั่งฉลองราชบัลลังก์มาแล้วถึง 46 ปี และในไม่ช้านี้ก็จะได้รับตำแหน่งเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ได้ยาวนานที่สุดในโลก

ขณะที่โทรทัศน์บันทึกภาพเหตุการณ์เหล่านี้ กษัตริย์ภูมิพล กล่าวตักเตือนสุจินดา และจำลอง ที่ปล่อยให้โทสะและความเห็นแก่ตัวออกมาแก้แค้นกัน มันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบและความรักชาติที่จะต้องยุติเลิกรากันไป ก่อนที่ประเทศชาติจะถูกทำลายให้ล้มจม


เสียงที่ตะกุกตะกักฟังไม่เหมือนคำสั่งหรือเรียกร้องอะไร แต่ว่าภายในไม่กี่ชั่วโมงความรุนแรงก็สงบลง บรรดาทหารและผู้เดินขบวนต่างเดินทางกลับบ้าน อีกทั้งสุจินดา และจำลอง ต่างถอนตัวออกจากวงการเมือง หนังสือพิมพ์ Washington Post ได้พาดหัวข่าวในวันรุ่งขึ้นอย่างน่าชื่นชมว่า "ใครจะลืมภาพพจน์นี้ไปได้ เมื่อทรราชกับนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามนั่งสยบเข่าต่อหน้านายหลวงของประเทศไทย"

หากเป็นสิบกว่าปีก่อนหน้านี้ กษัตริย์ภูมิพลอาจถูกปัดปฏิเสธอย่างน่าอัปยศอดสูจากนายพลอย่างสุจินดา จริงๆแล้วเมื่อเกือบถึงเวลาเดินทางกลับมารับราชบัลลังก์ในเดือนธันวาคม 2494 เหล่านายพลที่ทุจริตพากันยึดอำนาจจากรัฐบาล ตัดทอนอำนาจสิทธิพิเศษของกษัตริย์ และข่มขู่ว่าจะล้มล้างราชบัลลังก์หากไม่ร่วมมือด้วย เหตุการณ์รัฐประหารในครั้งนั้น เหมือนดังเมฆดำครอบงำกษัตริย์หนุ่มมานานหลายปี

สี่สิบปีต่อมา แม้นว่าจะมีอำนาจเพียงน้อยนิดในพระราชบัญญัติ กษัตริย์ภูมิพลได้เพิ่มพูนบารมี จนผู้ที่มีอำนาจที่สุดในประเทศยังต้องสยบอยู่ใต้เบื้องพระบาท ด้วยวาจาที่สุขุมเพียงไม่กี่คำ ท่านก็สามารถบอกให้คนหายไปจากวงการเมือง และยุติการนองเลือดกันบนท้องถนนบนราชอาณาจักรของท่าน ท่ามกลางสถาบันกฎหมาย รัฐสภา ศาลสถิตยุติธรรม ศาสนา สังคม ผู้นำธุรกิจ มีเพียงกษัตริย์ภูมิพลเท่านั้นที่มีบารมีที่สูงส่ง ลอยเหนือความปั่นป่วนวุ่นวายทั้งปวง และทำให้ประเทศชาติมีความสงบลมเย็นมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เย็นวันนั้น เดือนพฤษภาคม ปี 2535 คือผลงานที่โดดเด่นสูงสุดในชีวิตของกษัตริย์ภูมิพล เมื่อท่านเข้ารับตำแหน่งกษัตริย์ในปี 2489 หลังจากเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ของกษัตริย์อานันท มหิดล ผู้เป็นพี่ชาย สถาบันกษัตริย์ไทยอยู่บนเงื้อมผาเกือบถึงขั้นอวสานไปแล้ว เพราะการปกครองที่อ่อนแอของสองกษัตริย์ที่ผ่านมา และสิบสี่ปีที่ตำแหน่งกษัตริย์ว่างเปล่า ราชวงศ์จักรีควรที่จะถูกลบให้สูญหายไปอย่างง่ายๆจากแวดวงการเมืองภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพียงอายุได้สิบแปดปี กษัตริย์ภูมิพลต้องแบกภาระรับผิดชอบ ไม่เพียงแค่กอบกู้สถาบันกษัตริย์คืนมา แต่ยังต้องพัฒนาปรับปรุงให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกอีกด้วย

เหตุการณ์การเดินขบวนประท้วงในปี 2535 นั้น ท่านได้ก้าวเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากยิ่งขึ้น ในช่วงที่ห้าสิบปีของการขึ้นครองราชย์ กษัตริย์ภูมิพลของชาวไทยได้กลายเป็นกษัตริย์ที่มีความศักดิ์สิทธ์ และมีไหวพริบปฏิภาณปราดเปรื่องจนหาที่เปรียบไม่ได้ ท่านได้เจือจางปัญหาต่างๆที่ยากต่อการแก้ไข ในต่างประเทศ ท่านคือตัวแทนของกษัตริย์ที่ครองราชย์มาได้อย่างคงทนและยาวนาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของลัทธิก้าวหน้าระบอบประชาธิปไตย และทุนนิยม สำหรับประชาชนไทยแล้ว กษัตริย์ภูมิพลเป็นเหมือนดัง พระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด หรือเป็นดังเช่นเทวดา

เรื่องราวการสร้างอำนาจ บารมี และปฏิสังขรณ์ระบอบราชาธิปไตยของกษัตริย์ภูมิพลเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ไม่เคยมีใครเล่ามาก่อนในศตวรรษที่ยี่สิบ ภูมิพลไม่คิดมาก่อนว่าตนจะได้เป็นผู้สืบราชวงศ์เป็นกษัตริย์แห่งประเทศไทย ท่านเกิดในประเทศอเมริกา บิดาถึงแก่กรรมเมื่อท่านอายุได้หนึ่งขวบ ท่านเติบโตในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ด้วยการเลี้ยงดูของมารดาที่เป็นคนสามัญ ที่อึกอักไม่มั่นใจเตรียมตัวให้อานันทผู้เป็นพี่ชายเพิ่งอายุได้สองขวบ สวมมงกุฎกษัตริย์ที่ไม่มีโอกาสจะได้สวม

หลังจากรัชกาลที่ 5 ผู้เป็นปู่ได้ถึงแก่กรรมในปี 2453 สถาบันกษัตริย์จึงเริ่มมีการสึกกร่อนลงทัน เนื่องจากความละโมบ ความไม่เหมาะสม และไร้ความสามารถ ทั้งด้านสุขภาพร่างกาย และด้านการเมือง ในช่วงที่ภูมิพลเกิดที่เมือง Boston รัฐ Massachusett นั้น บรรดาราชวงศ์กษัตริย์ไทยก็เกือบจะสูญพันธ์กันไปแล้ว เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า เวียดนาม และอินเดีย และสยามประเทศได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทั้งด้านประเพณี การเมืองและเศรษฐกิจ จนเกินกว่าเจ้าชายหนุ่มทั้งสองจะรับได้

ในปี 2475 กลุ่มข้าราชการผู้มีการศึกษาจากประเทศฝรั่งเศส ได้ทำการโค้นล้มระบบสมบูรณาญาสิทธิราชของประเทศไทยในรัชกาลที่ 7อันเป็นลุงของกษัตริย์ภูมิพล และได้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้อย่างหละหลวมตามรูปแบบการปกครองประเทศของอังกฤษ โดยมีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญหรือเป็นหุ่นเชิด อยู่นอกวัง พวกราชวงศ์ทั้งหลายต่างหมดอำนาจและฐานันดร หลังจากความล้มเหลวในการกู้อำนาจของราชวงศ์คืนมา บรรดาราชวงศ์ทั้งหลาย จึงต้องหนีภัยไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ตำแหน่งกษัตริย์จึงตกอยู่ในตำแหน่งที่ว่างเปล่าและมีเพียงชื่อที่หลงเหลืออยู่กับบัลลังก์เท่านั้น เพื่อเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงประเทศ คณะปฎิวัติจึงได้เปลี่ยนชื่อประเทศตามที่ทางราชวงศ์ชื่นชอบจากสยาม มาเป็นประเทศไทย เพื่อให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

ในปี 2478 สมเด็จประชาธิปกคือรัชการที่ 7 ผู้สูญเสียอำนาจ ได้สละตำแหน่งในราชวงศ์จักรีให้กับอานันท ผู้ซึ่งอายุได้เพียง 10 ปี และทำให้ภูมิพลอยู่ในตำแหน่งถัดต่อมา แต่ดูเหมือนว่าอานันทไม่มีวาสนาที่จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ทองแปดด้านในกรุงเทพ อำนาจได้หลุดไปอยู่ในมือของ จอมพล ป พิบูลสงคราม ผู้นับถือ นโปเลียน และมีรูปถ่ายลายเซ็นของมูซโซลินี่แขวนอยู่เหนือโต๊ะที่ทำงาน จอมพล ป ไม่ชอบระบบกษัตริย์และเจ้าขุนมูลนายทั้งหลาย จึงหันไปใช้แนวทางที่ทันสมัยอย่างประเทศเยอร์มัน และญี่ปุ่น ซึ่งสะสมกองกำลังทหารที่มีเลือดรักชาติ

เด็กทั้งสองไม่เหมาะที่จะเป็นกษัตริย์ อานันทเกิดในประเทศเยอรมันนี เมื่อเจ้าฟ้ามหิดลผู้เป็นพ่อตายตอนเป็นหนุ่ม เด็กทั้งสองเติบโตที่เมืองลูซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จากแม่ซึ่งเป็นสามัญชนคนธรรมดาชื่อว่าสังวาล โดยกฎหมายขอบประเทศสยาม สังวาลซึ่งเป็นคนสามัญเชื้อสายจีน จึงทำให้เกิดข้อกังขาว่าเด็กทั้งสองคน มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นผู้สืบสันตติวงศ์หรือไม่

ในเมืองลูซาน อานันท และภูมิพลเล่าเรียนภาษาฝรั่งเศส ลาติน และเยอร์มัน ไม่ได้ใช้ภาษาในเชิงพุทธศาสนาอย่างไทย หรือบาลี ทั้งสองชอบเดินป่า ขึ้นเขาที่มีหิมะปกคลุมบนยอด ขณะที่เด็กไทยส่วนมากวิ่งเล่นกันกับควายในทุ่งนา เมื่อตอนเป็นเด็กวัยรุ่น ต่างมีจิตใจฝักใฝ่กับสงครามโลกครั้งที่สอง รถยนต์ และเพลงจากอเมริกา เมื่อสงครามยุติลง เด็กทั้งสองย่อมมีความเหมาะสมกับสังคมชั้นสูงในยุโรป ไม่ใช่สังคมที่เป็นพุทธศาสนาใส่ผ้าเหลือง ที่มีบ้านเรือนที่ยากจน และชื่อภูมิพลคงไม่มีโอกาสบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยเลยก็ได้

หลังจาก จอมพล ป ล้มเลิกการปกครองประเทศจากระบบเจ้าขุนมูลนาย และหมดอำนาจลงไปในปี 2487 บรรดาผู้ที่มีเชื้อสายราชวงศ์ที่จะสืบทอดกันต่อไปเหลือน้อยนิด อำนาจและทรัพย์สมบัติของกษัตริย์ถูกยึดไปจนหมดแล้ว ตำแหน่งผู้ที่จะสืบสันตติวงศ์นั้นร่อยหรอ อย่างไรก็ตามบรรยากาศหลังสงครามโลกต้องการความสมานฉันท์ อานันทได้ถูกรับเชิญให้กลับมารับตำแหน่งกษัตริย์ไทย ครอบครัวตระกูล มหิดล จึงเดินทางกลับมาอย่างชั่วคราวในปลายปี 2488 เด็กทั้งสองคนหวังที่จะกลับไปเรียนหนังสือต่อให้จบในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสิวสเซอร์แลนด์ ก่อนที่จะรับหน้าที่สืบสันตติวงศ์

ก่อนการเดินทางกลับยุโรปในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 อานันทถูกลอบปลงพระชนน์ที่เตียงนอนด้วยกระสุนปืนนัดเดียวเจาะเข้าที่ศีรษะ เมืองหลวงเต็มไปด้วยข่าวลือว่าใครเป็นผู้ฆ่า มันเป็นการฆ่าตัวตาย หรือพวกหัวก้าวหน้าฆ่า หรือแม้นกระทั่งน้องชายตัวเองเป็นผู้ฆ่า คดีนี้ยังเป็นคดีที่มีลับลมคมนัยมาจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ผลลัพธ์เป็นสิ่งที่แน่นอนว่า เพียงแค่ข้ามคืน ผู้ที่โชคดีที่สุดคือผู้ที่ใส่แว่นตาหนานั้นคือ ภูมิพล ผู้มีอายุได้ 18ปี กลายเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 9 ผู้มีความศักดิ์สิทธิ์บนแผ่นดินที่ท่านเองพูดภาษาไทยได้ไม่ชัด มีวัฒนธรรมที่แตกต่างผิดเพี้ยนไปจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ อีกทั้งยังป่าเถื่อนและล้าหลัง

หลังจากวันที่พี่ชายเสียชีวิต เรื่องราวของภูมิพลขึ้นครองราชย์เหมือนกับตำนานจากเทพนิยาย 4 ปีที่ไปศึกษาต่อในยุโรป แล้วเดินทางกลับมาในปี 2493 ได้ทำพิธีราชาภิเษก และอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสิริกิต์ ผู้ที่มีเสน่ห์ความงามเป็นที่ชื่นชมของชาวโลก มีลูกด้วยกันสี่คน เป็นชายรูปหล่อหนึ่งคนซึ่งหวังว่าจะเป็นผู้สืบราชวงศ์ และหญิงสาม

รูปแบบสังคมสมัยใหม่ในแบบเจ้าขุนมูลนายหวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อกษัตริย์หนุ่มชอบแล่นเรือใบ เล่นดนตรีแจ็ซ มีสถานีวิทยุของตัวเอง เขียนรูปภาพสีน้ำมัน และชอบออกงานสังคมชั้นสูง เมื่อมีวาระโอกาสก็สวมใส่ชุดลายทอง สวมมงกุฎปลายแหลม อย่างเช่นในฉากละครเรื่อง The King and I ซึ่งเรียนแบบปู่ทวด เพื่อให้เหมาะสมกับวิถีทางประเพณีทางศาสนาพุทธ กษัตริย์หนุ่มลาออกบวช บำเพ็ญเจ ศึกษาภาษาโบราณ โดยการโกนหัว ใส่ชุดผ้าเหลือง ใส่แว่นกันแดด ดูแล้วเด่นยิ่งกว่าตัวละครในหนังสือของแจ็ค ครัวแวค เสียอีก (นักเขียนอเมริกัน ค.ศ.1922-1969)

ตำนานเรื่องราวของกษัตริย์มีเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2503 กษัตริย์ภูมิพลกับราชินีสิริกิต์ เดินทางออกเยี่ยมประเทศต่างๆอย่างประสพผลสำเร็จ เป็นอาคันตุกะของผู้นำประเทศในยุโรปและได้รับการต้อนรับด้วยขบวนพาเรดในนิวยอรค์ ส่วนในประเทศไทย ผู้ที่เลื่อมใสในระบบของราชวงศ์ต่างพากันฟื้นฟูประเพณีของกษัตริย์กันอีกครั้งหนึ่ง คนไทยดูเหมือนจะนิยมยึดถือติดอยู่กับค่านิยมเก่าๆจากอดีต ในขณะที่ค่านิยมของตะวันตกและลัทธิคอมมิวนิสต์ได้แผ่กระจายเข้ามาในเขตอินโดจีนแล้ว

ภูมิพลละทิ้งค่านิยมในยุโรป หันมาปกครองประเทศในระบบโบราณพันล้านปีอย่างธรรมราชา กษัตริย์ที่ปกครองประเทศด้วยความเป็นธรรม ตามหลักศีลธรรมทางพุทธศาสนา ท่านได้ทำการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ ขจัดรัฐบาลโกงกิน และนักการเมืองให้เดินถูกทาง ในกรณีที่ฉุกเฉิน อย่างในปี 2535 ท่านได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเข้าไปช่วยให้สถานการณ์ของประเทศ ให้พ้นจากความสับสนอลหม่าน

ในทุกหัวเลี้ยวหัวต่อ ยิ่งเพิ่มอำนาจบารมีให้กับท่านมากขึ้น ซึ่งมีรากฐานมาจากคุณลักษณะที่นิ่งสงบและมีสง่าราศี ชาวไทยที่เชื่อถือในโชคลาภและกฎแห่งกรรม ต่างพากันคิดว่าเป็นบุญหล่นทับที่มีกษัตริย์ที่มีศุภนิมิตรเช่นนี้ ท่านทำงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดหน่อยเพื่อประชาชนโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ การเสียสละของท่านเป็นที่เห็นกันดี ขณะที่คนไทยเป็นคนช่างยิ้มและชอบเรื่องตลกโปกฮา และปล่อยชีวิตให้เป็นเรื่องของโชคชะตา แต่ตัวกษัตริย์ภูมิพลเองต้องเอาจริงเอาจัง ทนทรมานแบกภาระต่างๆของชาติเพิ่มมากขึ้น นับตั้งแต่วันที่พี่ชายตายไปอย่างน่าสงสัย ดูเหมือนท่านไม่เคยยิ้มอีกต่อไป ลักษณะของท่านเหมือนติดอยู่ในกับดักภารกิจการกอบกู้ราชบัลลังก์

สำหรับชาวไทยทั่วไป นี่คือสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณที่สูงส่ง ในประเพณีทางพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการยิ้ม และการแสดงออกทางสีหน้าต่างๆคือการแสดงออกของความโลภและกิเลส กษัตริย์ภูมิพลจึงตีสีหน้าได้อย่างแน่นิงสนิท เพื่อสร้างความเชื่อถือยึดมั่นออกสู่สายตาประชาชน ดังเช่นกษัตริย์องค์ก่อนๆที่แสดงกันมา อย่างเช่นในสมัยธรรมราชาในศตวรรษที่สิบสามของอาณาจักรสุโขทัย ที่ชาวบ้านต่างเรียกกษัตริย์ว่า เจ้าแผ่นดิน หรือ เจ้าชีวิต จนแม้นกระทั่งชาวไทยที่ส่วนมากเปรียบเทียบกษัตริย์ของเขาเหมือนดังเช่น พระพุทธเจ้า กลับชาติมาเกิด

นี่คือวิสัยทัศน์หนึ่งของรัชกาลที่ 9 แต่ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อน ในการที่กษัตริย์ภูมิพลสร้างอำนาจและบารมีของราชวงศ์ขึ้นมาได้นั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายและบังเอิญ มันเป็นการหว่านพืชเพื่อหวังผล และความตั้งใจแน่วแน่มานมนาน จนในบางครั้งก็มีความอำมหิตปะปนรวมอยู่ด้วย ที่ต้องต่อสู้เพื่อเอาสิทธิของสายเลือดโดยกำเนิดของราชวงศ์กลับคืนมา อันเป็นการแก้เผ็ดต่อการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2475 นี่คือผลพวงที่กษัตริย์ภูมิพลสร้างสะสมเอาไว้

เริ่มต้นจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง บรรดาเจ้าฟ้าที่หลงเหลืออยู่น้อยนิด ต่างพากันหว่านโรยรากฐานวัฒนธรรมของระบบราชาธิปไตยทิ้งไว้ โดยใช้ภูมิพลเป็นเครื่องมือในการสืบทอดและสถาปนาราชวงศ์ให้มั่นคงกลับขึ้นมาใหม่ โดยได้กำจัดพวกหัวก้าวหน้าประชาธิปไตย และบรรดาพวกนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับใครก็ตามที่จะช่วยให้ภายในวังมีอำนาจมากขึ้น ดังเช่น พวกบรรดานายพลที่โหดเหี้ยมเห็นแก่ได้ พวกพ่อค้ายาเสพติด นายธนาคาร นายทุนหน้าเลือด ที่มีสายใยใกล้ชิดกับรัฐบาลอเมริกันและ C.I.A.

เพื่อเป็นรื้อฟื้นและสถาปนาระบบกษัตริย์ให้เข้มแข็ง จึงมีระเบียบการบริหารที่ทำการควบคุมการศึกษา ศาสนา การตีความและการบันทึกประวัติศาสตร์ และปลูกฝังค่านิยมด้วยคำว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้ชาวบ้านท่องจำกันทุกๆวัน กษัตริย์คือสิ่งสำคัญที่สุดขององค์ประกอบทั้งสาม อย่างไรก็ตามในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนในประวัติศาสตร์ หนังสือ รวมทั้งสื่อมวลชนต่างถูกคุกคามและควบคุม ไม่มีนักการเมือง นายกรัฐมนตรี ผู้นำสังคม คนใดที่จะได้รับการจารึกเอาไว้ในความสำเร็จต่างๆ นอกจากกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีและบรรดาราชวงศ์ทั้งหลาย เพื่อเป็นการปกป้องราชวงศ์ วันหยุดต่างๆคือวันหยุดที่ให้เกียรติ์ต่อราชวงศ์ ชื่อสถาบันต่างๆ โรงเรียน โรงพยาบาล ต่างพากันตั้งชื่อเพื่อให้เป็นเกียรติคุณต่อราชวงศ์จักรีเท่านั้น

สิ่งที่ยอมรับกันดีในสังคมไทยก็คือ ในช่วงที่ภูมิพลขึ้นครองราชย์นั้น ประเทศไทยได้หันเหไปสู่เส้นทางประชาธิปไตยแล้ว แต่คนจำนวนสี่ส่วนห้าของพลเมือง 18 ล้านคนยังอยู่ในชนบทและป่าเขา มีวัดเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน การทำไร่ไถ่นาตามฤดูกาลต่างขึ้นอยู่กับความเชื่อทางพุทธศาสนา เมื่อชาวบ้านมีการศึกษาน้อยและมีความเชื่อถืออยู่กับวัดวาอารามและศาสนา ดังนั้นคุณงามความดีต่างๆที่เกิดขึ้นได้นั้นก็เพราะกษัตริย์ เริ่มจากฤดูฝน ไปจนถึงการช่วยเหลือผู้ประสพภัยต่างๆ การค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์ ชาวบ้านต่างคิดว่ามาจากนายหลวง หาใช่มาจากภาครัฐบาล หรือตัวแทนของประชาชน หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง

ด้วยความตั้งใจมั่น ฝึกฝน ในเชิงประเพณีและวัฒนธรรมไทย ทำให้ผู้คนในประเทศมองเห็นกษัตริย์ภูมิพลว่ามีความชอบธรรม ฉลาด และเมตตาปราณี อย่างที่ชาวบ้านเห็นกันกับตากันอยู่เรื่อยๆว่า แม้นแต่นายพลผู้มีอำนาจ บรรดานายธนาคาร ข้าราชการ รวมทั้งพระก็ยังต้องก้มลงกราบเบื้องพระบาทของพระองค์ท่าน ซึ่งตามกฎหมายได้ยกเลิกกันไปนานหลายร้อยปีแล้ว แม้นกระทั่งได้เปรียบเทียบกษัตริย์ที่มีรูปลักษณะที่สงบนิ่งคล้ายกับได้บรรลุโสดาบันถึงขั้น อุเบกขา บรรดาพวกข้าทาสในวังต่างปกป้องไม่ยอมอนุญาตให้ตีพิมพ์รูปภาพ รูปเขียน ของกษัตริย์ที่มีรอยยิ้ม เพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อต่อชาวบ้านให้เคารพบูชากษัตริย์และราชวงศ์ให้สูงส่งอยู่เหนืออำนาจใดๆทั้งมวล รวมทั้ง ประชาธิปไตย รัฐสภา รัฐธรรมนูญ และกฎหมายต่างๆของประเทศ

เป็นเรื่องที่น่าทึ่งว่าตามเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา กษัตริย์ภูมิพล เกิดในอเมริกา ได้รับการศึกษาที่มีเหตุมีผลจากสวิสเซอร์แลนด์ ได้กลับกลายเป็นผู้มีความเลื่อมใสเชื่อถือในการปรกครองระบอบธรรมราชา โดยได้ทำการศึกษาจากความสำเร็จของบรรพบุรุษเช่นกษัตริย์องค์ก่อนๆ เรียนรู้พิธีราชกรณียกิจ ศึกษาค้นคว้าพุทธปรัชญา และบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ภายใต้การแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เรียนรู้วิธีการทำธุรกิจที่เฉียบขาด โดยได้เรียนรู้ทุกอย่างครอบจักรวาล เพื่อเป็นผู้คงแก่เรียนและตัดความเห็นแก่ตัวออกไป ผลลัพธ์คือเป็นกษัตริย์ผู้เพียบพร้อมแข็งแกร่งสามารถนำประเทศชาติและประชาชนให้พ้นภัยไดด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง กษัตริย์ภูมิพลได้ก้าวเดินไปไกล เกินกว่าที่ปรึกษาองคมนตรีและบรรพบุรุษได้ตั้งใจเอาไว้มาก

ในปี 2503 อันเป็นช่วงวิกฤตการสูงสุดของสงครามอินโดจีน ท่านได้เอาตัวเอง ข้าไปพัวพันกับการเมือง การพัฒนาประเทศ การยุททศาสตร์ โดยทำตัวอยู่ในหลังม่าน กษัตริย์ภูมิพลวางแผนชาติ แนวทางประชาชน จนแม้นกระทั่งทำการเลือกตัวผู้นำประเทศ ท่านได้ร่วมเป็นผู้นำการวางแผนการยุทธศาสตร์ในการต่อต้านการแทรกแซง ซึ่งได้นำไปใช้แทนกลยุทธ์อเมริกันในสงครามเวียดนาม จนช่วงสามสิบปีของการครองราชย์ ในปี 2519 ท่านเป็นผู้ที่มีอำนาจการเมืองอย่างสูงสุดในประเทศไทย ท่ามกลางระบบประชาธิปไตยที่มีพระกษัตริย์เป็นประมุขที่มีอยู่ในโลก กษัตริย์ภูมิพลอาจเป็นกษัตริย์ผู้เดียวที่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากที่สุด

กษัตริย์ภูมิพลได้รับความนับถือ ถึงขั้นเอาขึ้นแท่นบูชาจากประชาชนไทย ทุกคนต่างทราบกันดีว่า ท่านมีความปรีชาสามารถ และช่วยเหลือประชาชน แต่ก็คงไม่มีใครกล้าพูดถึงท่านในทางไม่ดีเป็นแน่ เพราะมีกฎหมายหมิ่นประมาทพระบรมเดชานุภาพที่ปกป้องทุกคนในราชวงศ์ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน หากมีความผิดมีสิทธิ์ติดคุกถึง 10 ปี อันเป็นสาเหตุที่ไม่ให้มีใครกล้าพูดถึงกษัตริย์ไทยและครอบครัว รวมทั้งบรรดาราชวงศ์ทั้งหลาย หลังจากที่ได้เสวยราชย์มาได้ร่วมหสิบปี ประวัติและเรื่องราวของกษัตริย์ภูมิพลที่มีส่วนผลักดันประเทศชาติ ยังไม่มีใครกล้าที่จะแตะต้อง

ในเรื่องราวต่างๆที่บันทึกไว้อย่างเป็นทางการ กษัตริย์ภูมิพลได้สร้างกรณียกิจเอาไว้มาก เมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบหรือขัดแย้งกันเกิดขึ้น อย่างในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ท่านได้แสดงตัวออกมาเพื่อสร้างความสมานฉันท์เป็นน้ำหนึ่งเดียวกันให้กับประเทศไทยอีกครั้ง

แต่ผลลัพธ์ของกษัตริย์ภูมิพลที่นำเอาระบบธรรมราชากลับมาใช้อาจจะไม่แจ่มแจ้งเท่าตัวท่านเอง หลังจากรัฐธรรมนูญปี 2475 กษัตริย์มีหน้าที่เพียงเป็นหุ่นเชิดเท่านั้น อย่างไรก็ตามการที่ท่านเอาตัวเข้าไปพัวพันมีบทบาทการเมืองย่อมมีผลที่แตกร้าวระหว่างผู้คนในภายหลัง แทนทีจะสนับสนุนความก้าวหน้าทางด้านประชาธิปไตยต่างๆ ในวังกลับจำกัดขอบเขต วิถีทางการเมือง เศรษฐกิจ จะเป็นอย่างไรก็ได้แต่ต้องไม่ละเมิดขอบค่ายและผลประโยชน์ของราชวงศ์ ซึ่งกษัตริย์ได้ปลูกฝังความคิดไว้ว่าให้ชาวบ้าน เคารพ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

กษัตริย์ภูมิพลได้รับการอบรมสั่งสอนจากบรรดาที่ปรึกษาองคมนตรีผู้อาวุโสต่างๆในราชวงศ์ ให้มีหน้าที่ปกป้องรักษาสถาบันกษัตริย์อย่างสุดความสามารถ และจากพื้นฐานนี้ ท่านจึงสรุปเอาไว้ว่าบรรดาสมาชิกสภาต่างทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองไม่ได้ทำเพื่อประชาชน ท่านตัดสินใจเอาเองว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่อราชวงศ์ และไม่ปกป้องในเนื้อหาจุดประสงค์ของท่าน ยิ่งกว่านั้นท่านยังมีความเชื่อว่าระบบประชาธิปไตยแบบยุโรป รัฐธรรมนูญ และทุนนิยม ต่างแบ่งแยกประชาชน ซึ่งขัดต่อการปกครองแบบระบอบธรรมราชา หรืออีกทัศนหนึ่งก็คือประเทศไทยสมัยใหม่ควรที่จะอยู่ใต้คำบ่งการของกษัตริย์และกฎทางศีลธรรม มีความจงรักษ์ภักดี ดังเช่นบรรดาข้าราชบริพาร ขุนพล ขุนนาง ผู้สืบเชื้อสายตระกูลของราชวงศ์ ดังที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

จนถึงที่สุด กษัตริย์ภูมิพลได้รวบรวมขุนพลนายทหารหน้าข้าวตังไว้ในวังมากมาย และพวกมันได้ทำการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า ความโหดเหี้ยมและการโกงกินนั้นเป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าที่สังคมจะแก้ไขได้ อย่างเช่นในปี 2513 ที่พวกลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามามีอิทธิพลในประเทศ เพียงแต่การผงกหัวส่งสัญญาณจากในวัง ภายใต้ความเชื่อถือใน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตราบใดที่บรรดาทรราชขุนพลแสดงความจงรักษ์ภักดีต่อราชวงศ์มากกว่าการยึดถือในกฎหมายรัฐธรรมนูญ และตราบใดที่ราชอาณาจักรไทยมีความสงบเรียบร้อย กษัตริย์ภูมิพลก็คงจะปล่อยให้ขุนพลเหล่านั้นกุมอำนาจกันต่อไปในมือ

ในจำนวนเก้าครั้งที่มีทหารทำการปฏิวัติได้สำเร็จ และหลายครั้งที่ล้มเหลว ย่อมมีผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ รวมทั้งเหตุการณ์ที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยคือ การฆ่าหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2519 ที่ทหารอ้างว่ากระทำไปเพื่อเป็นการปกป้องสถาบันกษัตริย์ของชาติ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ พฤษภาทมิฬ ปี 2535 พลเอกสุจินดา ผู้โกงกินประเทศได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำทหารสูงสุด พลเอกสุจินดา ได้ทำการปฏิวัติในปี 2534 และได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ภูมิพล และต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ได้ประจันหน้ากันกับกลุ่มชุมนุมผู้ประท้วงที่สงบเสงี่ยม สุจินดาสั่งการให้ทหารยิงปืนกราดไปยังเหล่าผู้เดินขบวน โดยอ้างว่าพวกผู้เดินขบวนมีความเป็นภัยต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สามวันต่อมากษัตริย์ได้เข้าไปยุติเรื่องราวเหล่านี้ และอย่างที่เห็นกันว่า สุจินดาได้รับการปกป้องจาก กษัตริย์ โดยที่กษัตริย์ได้ทำการตำหนิว่าคู่ปรปักษ์ ด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง และโยนความผิดไปที่นายจำลอง มากกว่าสุจินดา

การที่กษัตริย์ภูมิพลเข้าไปไกล่เกลี่ยกรณีขัดแย้งนี้เป็นเวลาราวสิบเอ็ดชั่วโมงในพฤษภาทมิฬ เป็นการกระทำที่ปราศจากประหม่า และสร้างผลงานให้กับตนเองอีกครั้ง หลายปีผ่านไปภาพของเหตุการณ์นั้นที่กษัตริย์ออกมาตักเตือนคู่ปรปักษ์ทั้งสองคือ สุจินดา และ จำลอง ได้นำออกมาเปิดเผยทางโทรทัศน์และโรงภาพยนตร์ซ้ำแล้วซ้ำเหล่า รวมทั้งทำเป็นหนังสือเพื่อเตือนความทรงจำของคนไทย 60 ล้านกว่าคนว่า สาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยที่ดำรงคงอยู่รอดมาได้นั้น ก็เพราะบารมีของราชวงศ์จักรีที่คุ้มครองชาติไทย

กษัตริย์ภูมิพลเป็นกษัตริย์ที่ไม่เหมือนใครในศตวรรษที่ยี่สิบ ที่ต้องการแข่งขันมีอำนาจกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในสมัยใหม่ แทนที่จะยอมรับตำแหน่งของตนเองอย่างในประเทศอังกฤษหรือญี่ปุ่น กษัตริย์ภูมิพลทำตัวเป็นตัวเอกในด้านการเมือง การสร้างความสำเร็จเหล่านี้เป็นการเสี่ยงตนเองอย่างยิ่ง ระบบราชาธิปไตยนั้นเหมือนดาบสองคม ถ้าทำสำเร็จก็คือยกย่องสถาบันกษัตริย์ ถ้าล้มเหลวก็คือทำลายทั้งระบบและบารมี เพราะบารมีคืออำนาจที่แท้จริงในระบบราชาธิปไตย และยากต่อการสร้างสม บรรดากษัตริย์และราชินีในปัจจุบันส่วนมากต่างหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงกับการเมืองชั้นต่ำสวะ

กษัตริย์ภูมิพลไม่ไยดีต่อกฎเกณฑ์เหล่านี้ ครั้งแล้วครั้งเหล่าที่นำตัวเข้าไปมีบทบาททางด้านการเมือง แต่ดูเหมือนจะเป็นการเพิ่มชัยชนะและสร้างภาพพจน์ให้ดีและยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น จะเห็นได้จากอย่างในกรณีวิกฤตกาลต่างๆ ยกเว้นเหตุการณ์ฆ่าหมู่ในปี 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กษัตริย์ทำการพลิกแพลงวิกฤตกาลต่างๆจนกลายเป็นวีรบุรุษ โดยการกำจัดคนชั่ว ปกป้องรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตย นี่คือการแสดงที่แนบเนียมน่าเชื่อถือของกษัตริย์ภูมิพล

สำหรับพวกผู้ดีชั้นสูงที่สนับสนุนและหาผลประโยชน์กับราชบัลลังก์ มันเหมือนกับการเยาะเย้ยถากถาง ทำไปเพื่อปกป้องพวกเจ้าขุนมูลนาย ชนชั้นสูง นายทหาร และนักธุรกิจใหญ่ๆ แต่กษัตริย์ภูมิพลเห็นว่าเป็นการอวดดีและเห็นแก่ได้ เพราะกษัตริย์ภูมิพลเป็นผู้เชื่อถือในการปกครองด้วยระบบธรรมราชา ที่มีนโยบายในการปกครองประเทศตามหลักธรรมในพุทธศาสนา ท่านคิดว่าพวกที่ทำตัวเป็นบริวารล้อมรอบท่านนั้นไม่มีความจริงใจในการใช้หลักแห่งธรรม ท่านรู้ว่ามีแต่ชาวบ้านหรือชนชั้นชาวนาเท่านั้นที่มีความเชื่อถือในตัวท่าน

เป็นเวลาร่วมห้าสิบปีที่กษัตริย์ภูมิพลได้ทุ่มเทสร้างสมความดี ท่านพยายามที่จะเข้าถึงคนยากคนจนผู้ต่ำต้อย ท่านเข้าไปไกล่เกลี่ยอย่างเงียบๆในกรณีที่ชาวบ้านถูกรังแกจากเจ้าหน้าที่ ท่านตักเตือนให้หลีกเลี่ยงความโลบและการลุ่มหลง และตลอดเวลาท่านไม่เคยหลงใหลไปกับความสุขสบายอย่างกษัตริย์ ยกเว้นสมาชิกในครอบครัว แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เจือจางความสำเร็จในการครองราชย์ครบรอบห้าสิบปี ในปี 2543 ประชาชนชาวไทยต่างได้รับการสนับสนุนให้ยกย่องเฉลิมฉลองเชิดชูกษัตริย์ของตนจนเท่าเทียมกับเทวดา ไม่ต่างจากศตวรรษที่ผ่านมาที่ภายในวังเคยพยายามสร้างความประทับใจเช่นนี้เอาไว้แล้ว

การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยหลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น คือเรื่องราวของกษัตริย์ภูมิพลกับราชวงศ์ที่ประสพความสำเร็จ เป็นผู้นำที่คงทนหลังจากสงครามโลกและผ่านภาระช่วงสงครามเย็นที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องราวต่างๆไม่เคยบันทึกเอาไว้ นักคิดนักเขียนต่างไร้ข้อมูลและหลีกเลี่ยงการเขียนถึง ตั้งแต่ปี 2475 ประเทศไทยได้เน้นถึงความก้าวหน้า และเลิกให้ภายในวังมีส่วนเกี่ยวข้องในด้านการเมือง บางคนก็ยังหน้ามืดตามัวหลงอยู่กับระบบกษัตริย์ บางคนก็เกรงกลัวกับขอห้าหมิ่นประมาทราชวงศ์ ผลลัพธ์ที่แน่ชัดก็คือการสร้างความเชื่อถือที่ว่า กษัตริย์คือผู้ที่อุทิศตนเพื่อมวลชน มีความยุติธรรม และไม่มีการยุ่งเกี่ยวกับการขัดแย้งทางการเมือง

หนังสือเล่มนี้ต้องการบรรยายให้เห็นว่า กษัตริย์ภูมิพล ทำอย่างไรที่จะสร้างสถาปนาราชบัลลังก์จักรีให้กับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง กุญแจแห่งความสำเร็จเหล่านี้คือ รากฐานวัฒนธรรม ประเพณี การสร้างสงครามเย็น การพัฒนาการด้านความคิดของ โลกทัศน์ส่วนตัวของกษัตริย์ และลัทธิทุนนิยมจากในวังที่น้อยคนจะรู้นัก และเนื้อหาสาระที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องภายในครอบครัวและราชินีสิริกิต์ รวมทั้งลูกหลานและเหลน เพราะบรรดาบุคคลในราชวงศ์เหล่านี้ มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวในการเสริมสร้าง และสถาปนาราชวงศ์จักรีของกษัตริย์ภูมิพล ให้อยู่รอดได้อีกครั้งหนึ่ง

สถาบันกษัตริย์ในความหมายแล้วคือสถาบันที่มีการสืบสันตติวงศ์ อำนาจที่ส่งผ่านให้ต่อไปนั้นไม่ได้ส่งต่อไปให้ผู้ที่มีความสามารถหรือมาจากการเลือกผู้ที่มีความสามารถมาจากสาธารณะชน แต่เป็นการส่งมอบอำนาจให้แก่เจ้าฟ้าคนต่อไป โดยส่วนมากแล้วก็คือบุตรคนแรกของกษัตริย์ การสืบสันตติวงศ์ด้วยวิธีนี้เอาความแน่นอนอะไรไม่ได้นัก ไม่มีการรับประกันว่าความสามารถต่างๆจะส่งผ่านไปถึงผู้สืบอำนาจคนต่อไป และไม่มีการป้องกันได้ว่าผู้สืบอำนาจคนต่อไปอาจจะกลายเป็นผู้ที่ไร้ความสามารถ หรือเป็นกษัตริย์ที่มีความชั่วร้ายได้

เมื่อภูมิพลได้มงกุฎกษัตริย์มาสวมใส เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงการสืบต่อของระบบราชาธิปไตยนั้นน่าทึ่ง แต่ผู้ที่หวังจะขึ้นครองราชย์คนต่อไปคือโอรสของกษัตริย์ภูมิพลกับราชินีสิริกิต์ คือเจ้าฟ้าวชิราลงกรณนั้นไม่มีความสามารถเทียบเท่ากับผู้เป็นพ่อ เช่นเดียวกับเจ้าชายชาร์ลแห่งอังกฤษที่รอแล้วรอเล่าที่จะรับตำแหน่งกษัตริย์ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณก็เช่นเดียวกันที่เฝ้ารอรับตำแหน่งอย่างน่าระเหี่ยใจ แม้นเรื่องราวที่มีมลทินต่างๆจะถูกเก็บปกปิดเอาไว้ก็ตาม แต่ตามท้องถนนในกรุงไปจนถึงทุ่งนาป่าเขาจะได้ยินเสียซุบซิบนินทาด่าว่าเกี่ยวกับเจ้าฟ้าคนนี้

ยิ่งกว่านั้น ประเทศไทยที่เจ้าฟ้าวชิราลงกรณหวังรอที่จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์นั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ต่างจากสมัยที่กษัตริย์ผู้พ่อเข้ารับตำแหน่ง ปัจจุบันน้อยกว่าครึ่งของคนไทยที่เป็นชาวนาตาสีตาสา และคนส่วนมากต่างมีการศึกษาขั้นพื้นฐาน และบางคนอาจมีชีวิตอาศัยทำงานอยู่ในต่างประเทศที่เจริญแล้วเช่นเอเชียหรือในโลกตะวันตก ปัญหาของประเทศนั้นยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งต้องอาศัยผู้เชียวชาญช่วยในการแก้ไข ขณะเดียวกันภายในวังก็ไม่สามารถจำกัดการเผยแพร่ทางด้านสื่อมวลชนต่างๆ รวมทั้งภาพพจน์ที่ไม่ดีของตนเองได้

โอกาสที่เจ้าฟ้าวชิราลงกรณจะเข้ามาทำหน้าที่กษัตริย์ได้สมกับผู้เป็นพ่อค่อนข้างจะยากมาก และคนไทยส่วนมากต่างก็หวาดระแวงกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นจริง เมื่อถึงจุดที่สูงสุดของการปกครองในระบบราชาธิปไตยนี้ สถาบันกษัตริย์ไทย ต้องเผชิญกับอนาคตที่น่าเขย่าขวัญกันต่อไป คือการสืบสันตติวงศ์อันเป็นสิ่งที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างราชวงศ์กับรัฐบาล ซึ่งต่างยังหาทางออกกันไม่ได้ นอกจากช่วยกันสนับสนุนและสร้างค่านิยมให้กับราชวงศ์จักรีกันต่อไป ด้วยประเด็นนี้จึงทำให้เกิดปัญหาอย่างกว้างๆเกี่ยวกับรัชกาลที่เก้าที่ทำการฟื้นฟูสถาบันของตนเอง จริงหรือที่กษัตริย์ภูมิพลได้สร้างรูปแบบการปกครองในระบบราชาธิปไตยให้คงอยู่ได้อีกครั้ง ในยุคสมัยของระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หรือว่าเป็นการกระทำที่ผิดพลาดที่นำเอาระบบกษัตริย์กลับมาใช้อย่างไม่ถูกต้องกับกาลสมัยนี้ มันเป็นการรื้อฟื้นระบบที่ตายไปแล้วกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สมควรจะกระทำเลยก็ได้
 

 

บทที่1:

ธรรมราชาจากอเมริกา

ถอดความภาษาไทยโดย นายสิน แซ่จิ้ว

 

 

"เหตุการณ์ที่ทำให้กษัตริย์ซาร์แห่งรัสเซียต้องสละราชบัลลังก์ก็เป็นเพราะตัวท่านเอง ท่านปฏิเสธไม่ยอมรับฟังหรือปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มหัวก้าวหน้าตามเวลาอันควร ซึ่งเป็นพวกที่มีปากเสียงโวยวายมากขึ้นทุกวัน ไม่มีใครต่อต้านพวกหัวก้าวหน้าได้ และก็น่าที่จะถามกันอีกว่า ทำไมถึงไม่ฟังเสียงของพวกจารีตนิยมด้วยเช่นกัน เพราะในเมื่อมันมีอยู่แล้ว คำตอบก็คือพวกจารีตนิยมนั้น ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ สาเหตุเพราะพวกจารีตนิยมมีความเชื่อมั่นในสถาบันกษัตริย์ ส่วนพวกหัวก้าวหน้านั้นมีความสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ ดังนั้นจึงควรฟังเสียงของพวกหัวก้าวหน้ามากกว่าพวกจารีตนิยม ความคิดเห็นขัดแย้งกันของทั้งสองฝ่ายเป็นเรื่องธรรมดา แต่พวกจารีตนิยมเป็นพวกที่ติดยึดไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง และการเหนี่ยวรั้งเป็นสิ่งที่คงอยู่ได้เพียงชั่วคราว ในท้ายที่สุดพวกหัวก้าวหน้าจะเป็นผู้กำหนดการเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ "

จดหมายเหตุของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ถึงรัชกาลที่6 ในเดือน เมษายน พ.. 2460

 

                 ภูมิพลเกิดในวันที่ 5 เดือนธันวาคม พ.. 2470 วันที่อากาศหนาวเยือกเย็นจัดในเมือง Brookline ชานเมืองที่รุ่งเรื่องของเมือง Boston รัฐ Massachusetts แผ่นดินที่มีบรรยากาศห่างไกลจากราชบัลลังก์ทองในเมืองบางกอก ประเทศสยาม อันมีอากาศที่ร้อนอบอ้าว ซึ่งในขณะนั้นมีลุงเป็นกษัตริย์ชื่อว่า ประชาธิปก ผู้กำลังต่อสู้กระเสือกกระสนดิ้นรนต้านกับคลื่นการเมืองหัวสมัยใหม่ เพื่อรักษาไว้ในระบบราชาธิปไตยในแบบสมบูรณาญาสิทธิราช (absolute monarchy)

 ประชาธิปก หรืออีกนัยหนึ่งคือกษัตริย์ราชวงศ์จักรี  มีตำแหน่งเป็นรัชกาลที่ 7 เพิ่งได้เข้ามาเสวยราชบัลลังก์หลังจากที่กษัตริย์วัชิราวุธได้สร้างความล้มเหลวมานานถึงสิบห้าปี เงินกำปั่นคงคลังของรัฐบาลหมดเกลี้ยงไม่เหลือหลอ สร้างความขุ่นเคืองไม่พอใจต่อบรรดาราชวงศ์ที่มีอำนาจเอกสิทธิ์ผูกขาด แผ่ซ่านไปถึงบรรดาชนชั้นกลาง  ประชาธิปกหวั่นวิตกกลัวการปฏิวัติที่ล้มล้างตัดทอนอำนาจของสถาบันกษัตริย์ อย่างที่เกิดขึ้นในยุโรป รัสเซีย และ ประเทศจีน 

 ในความนึกคิดส่วนหนึ่งของ ประชาธิปก พะวงถึงทารกที่เกิดขึ้นใหม่ในเมืองบอสตันที่อยู่ห่างไกล มีเพียงกษัตริย์และพราหมณ์ที่ปรึกษาเท่านั้น ที่จะเลือกชื่อให้กับบุตรหรือโอรสที่มีสายเลือดของกษัตริย์ได้  หลังจากหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป จึงมีการประกาศทางโทรเลขว่า โอรสที่เกิดใหม่นั้นมีชื่อว่า ภูมิพล อดุลยเดช หรือมีความหมายว่า กำลังที่แข็งแกร่งของแผ่นดิน และด้วยอำนาจที่เปรียบไม่ได้ ภูมิพล จึงได้คงความเป็นกษัตริย์แต่เพียงผู้เดียวที่เกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา  

 บิดาของภูมิพลคือเจ้าฟ้ามหิดล อันเป็นน้องต่างมารดากับกษัตริย์ประชาธิปก เจ้าฟ้ามหิดลเกิดในปี พ.ศ. 2435 เป็นบุตรคนที่ 69 ของกษัตริย์จุฬาลงกรณ์หรือ รัชกาลที่5 กับภรรยาคนที่สองในสามคนคือ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา  จึงเป็นสายเลือดแท้ของราชวงศ์ที่มีสิทธิในการสืบสันตติวงศ์ แต่ในขณะนั้นอยู่แค่ในตำแหน่งที่หกของผู้มีสิทธิทั้งหมด ซึ่งทำให้ดูเหมือนกับตำแหน่งปลายแถว พออายุได้ 12 ปี เจ้าฟ้ามหิดลถูกส่งไปเข้าโรงเรียนแฮร์โรว์(Harrow) ในประเทศอังกฤษ และสองปีต่อมาก็ย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนทหารที่ประเทศเยอรมันนี ในปี 2457 หรือ สี่ปีหลังจากที่กษัตริย์จุฬาลงกรณ์ได้ถึงแก่กรรม โดยครองราชย์มาได้ทั้งหมด 42 ปี เจ้าฟ้ามหิดลได้เดินทางกลับมายังบ้านเกิดเมืองนอน เพื่อรับตำแหน่งที่สำคัญในกองทัพเรือของประเทศสยาม 

 ในปี พ.ศ.2460 ท่านตัดสินใจทำการศึกษาต่อทางด้านแพทย์ที่มหาวิทยาลัย Harvard University และที่นั้นท่านได้ตกหลุมรักกับ สังวาล นักเรียนพยาบาล อันเป็นคนธรรมดาสามัญลูกครึ่งจีน สังวาลเกิดจากครอบครัวที่ยากจนในปี พ.ศ.2443 ข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกับราชวัง ต่อมาต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า พออายุได้เจ็ดขวบก็ถูกส่งเข้าไปเฝ้าอยู่ในวัง มารดาเจ้าฟ้ามหิดลและน้องสาว ต่างเห็นแววความฉลาดของเด็ก จึงช่วยอุปถัมภ์ส่งเรียนต่อที่ Boston’s Simmons College เมื่อเจ้าฟ้ามหิดลและสังวาลพบกัน จึงเป็นสิ่งทีหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับบุพเพสันนิวาส แต่การแต่งงานของคนสามัญชนกับเจ้าฟ้าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะในวังไม่สนับสนุนการแต่งงานอย่างเปิดเผยกับสามัญชน แต่สังวาลเป็นที่โปรดปรานของเจ้าจอมมารดา และเจ้าฟ้ามหิดลมีตำแหน่งเพียงปลายแถวในการสืบสันตติวงศ์ ดังนั้นจึงได้รับอนุมัติให้แต่งงานกันได้ หลังจากนั้นก็ได้ตำแหน่งเรียกว่าหม่อมสังวาล หลังจากที่แต่งงานกันในปี พ.ศ.2472 ทั้งคู่เดินทางกันอย่างกว้างขว้างในอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย เพื่อการศึกษา ความพึงพอใจส่วนตัว และบางครั้งก็เป็นราชภารกิจ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2466 ก็ได้ให้กำเนิดบุตรสาวคนแรกเกิดที่ประเทศอังกฤษ ชื่อว่า กัลยาณิวัฒนา 

 เหมือนเช่นกับพี่ๆน้องๆทุกๆคน เจ้าฟ้ามหิดลมักมีอาการป่วยเรื้อรังอยู่บ่อยๆ  บางคนก็พูดถึงว่า อันเป็นสาเหตุมาจากการแต่งงานกับพี่น้องในสายเลือดเดียวกัน ดังเช่น กษัตริย์จุฬาลงกรณ์ที่มีภรรยาที่เป็นทางการทั้งหมดนั้น  ก็เป็นนองสาวต่างมารดาในราชวงศ์ของตนเองทั้งสิ้น ทำให้มีทารกที่เกิดใหม่เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมากเพราะสาเหตุเหล่านี้  ในปี  พ.ศ. 2468 เจ้าฟ้ามหิดลได้ย้ายไปอยู่ที่เมือง Heidelberg, Germany เพื่อรับการรักษาสุขภาพ และในวันที่ 20 กันยายน อันตรงกับวันเกิดของกษัตริย์จุฬาลงกรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นวันศุภมงคล สังวาลก็คลอดบุตรชายคนแรกมีชื่อว่า อานันท มหิดล 

 สองเดือนต่อมา เหตุการณ์ลามปลายใหญ่โตมากขึ้น เมื่อกษัตริย์วัชิราวุธเสียชีวิตโดยไม่มีบุตรชายในการสืบสันติวงศ์ เพราะห้าปีที่ผ่านมา ลูกพี่ลูกน้องในราชวงศ์ของเจ้าฟ้ามหิดลได้ถึงแก่กรรมกันไป เพียงอายุสามสิบกว่าปีเท่านั้น อีกทั้งกษัตริย์คนใหม่ต่อมาคือประชาธิปกเองก็ไม่มีบุตรไว้สืบสันตติวงศ์ ทำให้เจ้าฟ้ามหิดลเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน 

ตำแหน่งกษัตริย์ดูเหมือนจะไม่มีความหมายนักสำหรับเจ้าฟ้ามหิดล เพราะท่านใช้เวลามากกว่าครึ่งหนึ่งของสามสิบสามปีอยู่นอกประเทศสยาม ห่างไกลกับกิจวัตรและประเพณีภายในวัง จนมีคนกล่าวกันว่า ในทางส่วนตัวแล้วเจ้าฟ้ามหิดล อาจจะไม่เหมาะสมกับระบบกษัติรย์ตามอย่างวัฒนธรรมไทยนัก ท่านมีแนวความคิดนิยมโน้มเอียงไปในรูปแบบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกา และเชื่อกันว่าท่านอาจจะสละสิทธิให้กับลูกพี่ลูกน้องที่มีตำแหน่งถัดต่อไปคือ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์  ผู้ซึ่งมีอำนาจอยู่ในมือและเป็นคนมีระเบียบวินัย เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์เป็นบุตรของกษัตริย์จุฬาลงกรณ์ อันเกิดจากภรรยาคนที่สามชื่อ พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี หลังจากการทำพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ประชาธิปกในปี พ.ศ. 2469 เจ้าฟ้ามหิดลเดินทางกลับไปศึกษาวิชาแพทย์ต่อที่มหาวิทยาลัย Harvard เพื่อที่จะได้รับประกาศการศึกษาขั้นสูง ท่านหวังที่จะนำเอาวิชาแพทย์สมัยใหม่มาใช้ในประเทศสยาม 

 เจ้าฟ้ามหิดลและสังวาลชื่นชมสหรัฐอเมริกายิ่งนัก มีบ้านส่วนตัวหลังใหญ่ในเมือง Brookline และรถยนต์ใช้ส่วนตัวแบบLimousine มีคนใช้บริการงานบ้านและดูแลลูกๆ สังวาลศึกษาการเลี้ยงเด็กแบบสมัยใหม่และจัดการงานในบ้าน ครอบครัวชอบขับรถชมวิวชนบทในเขต New England และได้รับการต้อนรับอย่างดีที่เกาะ Martha's Vineyard โดย นาย Francis Sayre ตำแหน่งผู้ที่ปรึกษาสำนักราชวัง และเป็นบุตรเขยของประธานาธิปดี Woodrow Wilson

 ภูมิพลเป็นบุตรคนที่สามหรือบุตรคนสุดท้าย แม้นสังวาลจะเป็นคนสามัญแต่บุตรชายทั้งสองได้รับการแต่งตั้งเป็นถึงขั้นเจ้าฟ้า ในปลายปี พ.ศ. 2470 กษัตริย์ประชาธิปกได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ในอนาคตบรรดาบุตรในราชวงศ์ที่มียศเป็น สมเด็จเจ้าฟ้า ไม่ว่าจะมาจากมารดาที่มีฐานะหรือตำแหน่งะอะไรก็ตาม ต่างก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น พระองค์เจ้า ย่อมมีโอกาสเปลี่ยนตำแหน่งเลื่อนให้เป็นผู้สืบสันตติวงศ์ขึ้นมาได้ ซึ่งอาจจะเป็นการนอกรีต แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะรักษาเชื้อพระวงศ์ที่มีสายเลือดใกล้ชิดกันทั้งหลายให้อยู่รอดต่อไป พี่น้องของเจ้าฟ้ามหิดลทั้งหกคนต่างมีบุตรสืบสันตติวงศ์เพียงแค่สองคน และทั้งสองก็ไม่ใช่สายเลือดราชวงศ์จักรีอย่างโดยตรงคือ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถมีบุตรหนึ่งคน ชื่อว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ หรือ พระองค์จุล ครึ่งไทยครึ่งรัสเซีย และเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ก็มีบุตรเพียงคนเดียว พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช ซึ่งมีแม่เป็นคนรับใช้ในวัง เพื่อเป็นการสืบสายเลือดราชวงศ์จักรี กษัตริย์ประชาธิปกได้จัดตั้งสิบเอ็ดรายชื่อตำแหน่งพระองค์เจ้าขึ้นมา รวมทั้งบุตรทั้งสองของเจ้าฟ้ามหิดลได้อยู่ในรายชื่อนั้นด้วย 

เจ้าฟ้ามหิดลทำตัวให้ห่างจากตำหนักในวัง ท่านไม่ประสงค์ที่จะให้ลูกๆเติบโตกลายเป็นเทียบเท่ากับพระเจ้าด้วยพิธีการต่างๆ เมื่อท่านล้มป่วยลงอย่างหนักในปี พ.ศ. 2471 ท่านได้อ้อนวอนนาย Sayre ว่าหากท่านเสียชีวิต ขอให้หลีกเลี่ยงบุตรทั้งสองจากอันดับในการสืบราชสันตติวงศ์

เจ้าฟ้ามหิดลมีชีวิตจนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Harvard และเดินทางกลับมาที่เมืองบางกอก ตามท้องถนนในเมืองบางกอกต่างพุดคุยกันถึงท่านในตำแหน่งผู้สืบราชสันตติวงศ์ ท่านได้รับการกล่าวขานว่าฉลาดแต่ไม่ต่อเนื่อง และไร้ความทะเยอทะยานทางด้านการเมือง เปรียบเทียบกับประชาธิปกผู้มีแต่ความลังเลใจ บางก็วิพากษ์วิจารณ์ไปถึงเถือกเถาเหล่ากอของภรรยาของท่าน ท่านมักจะมีอาการล้มป่วยอยู่เรื่อยๆจึงเป็นที่วิตกกังวลว่าจะทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่ในการเสี่ยง และภายในวังและวงการทูต ต่างเชื่อกันว่าท่านนิยมการปกครองแบบอเมริกา แม้นว่าท่านจะมีผู้สนับสนุนมากมาย แต่ก็มีความหวาดกลัวว่าตำแหน่งจะหลุดไปอยู่ในมือของเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์  ผู้ควบคุมกองกำลังทหารสยามประเทศ

 เจ้าฟ้ามหิดลมีความหวังที่จะต้องการฝึกฝนตนเองเป็นแพทย์ แต่ระเบียบการของราชวังต่างขัดขวางต่อการปฏิบัติแทบทุกกรณี  การพบผู้ป่วยต้องใช้ภาษาราชาศัพท์ ซึ่งชาวบ้านนอกวังต่างไม่เข้าใจ เพราะตำแหน่งกษัตริย์เปรียบเช่นกับเจ้าชีวิต เจ้าฟ้ามหิดลคงแตะต้องได้เพียงศีรษะของผู้ป่วยเท่านั้น เพื่อเป็นการฝึกฝนให้เข้าถึงทางด้านการแพทย์ เจ้าฟ้ามหิดลจึงเดินทางไปเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2472 ที่โรงพยาบาลที่ดำเนินการโดยชาวอเมริกัน หลังจากยี่สิบสี่วันท่านก็รู้สึกไม่สบาย ท่านเดินทางกลับไปยังบางกอก และพ่ายแพ้ต่อโรคภัยในที่สุด ในเดือนกันยายน ด้วยอายุเพียง 37 ปี

ในปี พ.ศ. 2467 กฏหมายเกี่ยวกับการสืบสันตติวงศ์ไม่แน่ชัดนักว่าจะให้ใครไปผู้สืบต่อ เช่นให้เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์  อันเป็นบุตรของกษัตริย์จุฬาลงกรณ์ ที่หลงเหลืออยู่เพียงคนเดียว หรือเจ้าฟ้าอานันท มหิดล อันกลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อ แม้นว่าจะไม่มีทางเลือกมากนักแต่ก็ไม่มีการตัดสินใจกันในทันใด แต่อานันท ซึ่งมีอายุได้เพียงสี่ปีก็ได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างเช่นกษัตริย์คนต่อไป  ทำให้ภูมิพลซึ่งอายุได้สองขวบได้ติดอันดับปลายแถวในการสืบสันตติวงศ์กับเขาด้วย ส่วนภรรยาหม้ายคือสังวาลได้รับการแต่งตั้งยศให้เป็น หม่อมสังวาล มหิดล ณ อยุธยา หรือคุณหญิงมหิดล ผู้สืบสายสกุลมาจากกรุงศรีอยุธยา เป็นการปกป้องตำแหน่งของเจ้าจอมมารดาราชินีสังวาล ผู้ซึ่งตั้งใจให้ตระกูลของตนเองคงติดอยู่กับราชวงศ์จักรีต่อไปชั่วกาลปวสาน

ครอบครัวมหิดลพักอาศัยกันอยู่ที่วังสระประทุม ที่เป็นวังไม้สักสร้างใหม่อยู่บนพื้นที่กว้างขว้างระหว่างคลองที่เกือบปลายสุดของใจกลางเมืองบางกอก ชีวิตในวังเต็มไปด้วย นางสนมกำนัล พยาบาล ครูบาอาจารย์ และคณะทูต ด้วยการรับอิทธิพลการเลี้ยงดุลูกจากวัฒนธรรมตะวันตกจากอเมริกา สังวาลทำตัวให้ใกล้ชิดกับการเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งอานันท และภูมิพลถูกปล่อยให้วิ่งเล่นรอบๆสวนในวังได้ตามอำเภอใจ เล่นกับของเล่นต่างๆนานาจากยุโรปและอเมริกา มีทั้งสุนัข แมว และลิง เลี้ยงเล่นกันในบ้าน เมื่อถึงงานวันเกิดก็มีการจัดงานให้ยิ่งใหญ่สมเกรียติ์สำหรับเด็กๆและผู้ใหญ่ทั้งไทยและเทศ มีการเล่นเกมส์ ขี่ม้า แต่งตัวกันหลากสีสรร

ตระกูลมหิดลชื่นชมกับชีวิตที่อยู่ดีกินดีสดวกสบายทันสมัยอย่างตะวันตก กินอาหารอย่างตะวันตกราวกับว่าเป็นอาหารไทยแท้ๆเช่น ขนมเค้ก แซนดวิช นม เป็นแบบแผนอาหารประจำวันทั้งอาหารเช้า และอาหารกลางวัน แทนที่จะกินอาหารแบบไทยอย่าง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวเจ้า หรือกินกับข้าวอย่างไทยๆ เช่นเดียวกับการแต่งตัวอย่างตะวันตก จะแต่งตัวแบบไทยๆก็ต่อเมื่อต้องเข้าทำพิธีต่างๆตามวัฒนธรรม ครอบครัวชอบเดินทางไปตากอากาศตามชายทะเล เที่ยวสวนสัตว์ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลในทุกๆอย่างราวกับว่าเป็นกษัตริย์ในอนาคต  ในช่วงฤดูร้อนพวกเขาต่างพากันหนีร้อนไปที่หัวหินถิ่นของเหล่าศักดินา มีการเรียนหนังสือกันเองภายในวังร่วมกันกับเด็กๆรุ่นเดียวกันทั้งชาวไทยและเทศ มีครูทั้งชาวไทย อังกฤษ และอเมริกัน สังวาลตั้งใจให้ลูกๆเรียนภาษาอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2473 อานันทได้เข้าลงทะเบียนที่โรงเรียนของผู้ดีชั้นสูงศาสนาคริสต์นิกายคาเธอรลิคชื่อ Mater Dei สองปีต่อมา ภูมิพลก็เข้าเรียนที่โรงเรียนเดียวกันนี้

การสังคมของอานันท เพื่อเตรียมตัวที่จะเป็นกษัตริย์ธรรมราชาได้รับการดูแลเป็นอย่างดี โดยมีภูมิพลอยู่เคียงข้างเสมอ  มีการทำพิธีต่างๆทางศาสนา โดยสังวาลช่วยอบรมสั่งสอนเด็กทั้งสองให้เข้าถึงพุทธศาสนา ด้วยการพาเข้าวัด ฟังตำนานเรื่องราวต่างๆ พอถึงวันเกิดก็ทำบุญให้อาหารพระ ปล่อยนก ปล่อยปลา ในปี พ.. 2475 อานันทเริ่มศึกษาทางด้านศาสนากับพระสังฆราช และบทเรียนหนึ่งที่พี่สาวหรือกัลยาณิจำได้คือ การตบยุ่งนั้นเป็นบาป

อานันทมักจะลืมตนว่าเป็นผู้สืบสันตติวงศ์ จนวันหนึ่งในปี 2474 เมื่อกลับจากโรงเรียนจึงเข้าไปถามแม่ว่า ทำไมใครๆต่างเรียกผมว่า องค์แปด เมื่อมารดาอธิบายว่า วันหนึ่งลูกจะได้เป็นกษัตริย์แห่งประเทศสยาม พี่สาวกัลยาณิจำได้ว่า อานันทมีอาการป่วยขึ้นมาทันที ความจริงอาการป่วยนี้เป็นกันมาทั้งผู้เป็นพ่อ และลุง อาการป่วยทำให้ขาดโรงเรียนบ่อยๆ แพทย์ส่วนตัวบอกว่าอาการมีเลือดบาง

ชีวิตที่สระประทุมเริ่มลำบากยากขึ้นในช่วงปี 2474-2475 สังวาลทนอาการร้อนในเมืองบางกอกไม่ได้ ปัญหาทางการเมืองร้อนแรงมากขึ้น อีกทั้งกระแสการเงินในอเมริกาเองก็ล้มลุกคลุกคลาน รัฐบาลเริ่มหมดเงินในการใช้จ่าย จึงเริ่มเก็บภาษีมากขึ้นจากชนชั้นกลาง กษัตริย์ประชาธิปกโอนไปเอนมากับปัญหาเศรษฐกิจในระดับโลก จึงไม่น่าแปลกใจนักที่เกิดการกบฎจากกลุ่มข้าราชการและทหารกลุ่มน้อย เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นแบบประชาธิปไตย และทิ้งให้สถาบันกษัตริย์หมดอำนาจลงไป

ประชาธิปกยอมเป็นภาคีกับการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่บรรดาเจ้าฟ้าศักดินาทั้งหลายไม่ยอมจำนนด้วย จึงรวมตัวกันสร้างแผนเอาอำนาจแบบเดิมคืนมาอีก ในเดือนเมษายน 2475  ครอบครัวตระกูลมหิดลพากันเดินทางกลับไปอยู่ที่ ลูซาน Switzerland เพื่อความปลอดภัย และอาศัยอยู่ต่อมาจนถึงปี 2488  เป็นเวลานานกว่าสิบปีหลังจากที่กษัตริย์ประชาธิปกได้สละราชสมบัติให้กับอานันท และแต่งตั้งให้ภูมิพลเป็นผู้สืบสันตติวงศ์อันดับแรก

การกบฎในปี 2475 ไม่ใช้แต่เพียงเป็นผลมาจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และการบริหารประเทศที่เห็นแก่ได้ของราชวงศ์ ประชาธิปกเข้ารับตำแหน่งเป็นกษัตริย์ในขณะที่เหตุการณ์ที่พวกหัวก้าวหน้า ท้าทายกับพวกจารีตนิยม เนื่องจากกษัตริย์องค์ก่อนคือวชิราวุธหรือ รัชกาลที่ 6 ได้มีแนวทางที่จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองประเทศ ให้กลายเป็นแบบจักรวรรดินิยมอย่างในยุโรปและที่ญี่ปุ่น แต่การจัดการบริหารของรัชกาลที่ 6 นั้นล้มเหลวไม่เอาถ่าน พร้อมกับมีการต้านทานจากบรรดาราชวงศ์ด้วย พวกเขาเชื่อว่าการเกาะติดอยู่กับรากฐานประเพณีทางพุทธศาสนาของสยามประเทศ คือความอยู่รอด ด้วยสิ่งเหล่านี้ ประชาธิปกจึงสร้างสถาบันกษัตริย์ให้เป็นจุดศูนย์กลางในการบริหารประเทศ ในปี 2475 ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจในระดับโลก เข้ามาเขย่าสถาบันกษัตริย์ราชวงศ์จักรีให้ชนปะทะกันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ จนต้องพ่ายแพ้ไป

แต่รากฐานประเพณีเก่าแก่ยากต่อการเปลี่ยนแปลงให้สูญหายไปได้ เช่น เจ้าฟ้า ชาวนาในชนบท ต่างก็มีความเชื่อถือแบบโบราณว่าอำนาจของจักรวาล จะทำให้เกิดความสมดุลย์ด้วยการมีกษัตริย์ที่มีไหวพริบ และมีความเที่ยงธรรม หรือเป็นคล้ายกับพระพุทธเจ้าหลวง นี่คือความเชื่อ กุศโลบาย อันเป็นพื้นฐานที่กษัตริย์อย่างภูมิพลใช้ในการสถาปณาราชวงศ์ของตนให้คงอยุ่ต่อไปในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

รูปแบบของระบบที่เก่าและศักดิ์สิทธิ์อย่างสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นภาระหนักที่กษัตริย์ประชาธิปกแบกเอาไว้ในปี 2475  อันมีรากฐานมาจากประเพณีที่สืบต่อกันมาจากลัทธิฮินดูของชาวอินเดียที่มีพราหมณ์ และศาสนาพุทธ ที่กระจ่ายเข้ามาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในราวศตวรรษที่สาม ทั้งสองต่างมีรากฐานของนักรบกึ่งเทพเจ้าที่เรียกกันว่ากษัตริย์ อันมีความสามารถทางด้านการรบ และมีความเที่ยงธรรม อย่างไรก็ตามประเพณีทั้งสองไม่เคยแยกออกจากกันได้ในประเทศไทย คุณลักษณะที่เด่นนี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบันใช้ในการสถาปนาราชวงศ์ของตนเอง

ประเทศไทยนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท หรือ หินยาน (Theravada Buddhist) ซึ่งได้รับการรับรองและสนับสนุนอย่างสูงส่งจากรัฐบาล เริ่มตั้งแต่สมัยศตวรรษที่สิบสองในอาณาจักรสุโขทัย  อันเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาในการปกครองประเทศโดยมี กษัตริย์ที่เป็นธรรมราชา กษัตริย์ในทางศาสนาพุทธที่มีความสามารถอย่างนักรบ แต่เพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์ กษัตริย์จะต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลในธรรม นั้นคือธรรมปกครองโลกไม่ใช่มนุษย์ มนุษย์เป็นเพียงผู้ปฏิบัติไปตามกฎแห่งกรรม ดังที่พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้ให้หมุนวงล้อแห่งธรรม

เพราะว่า ธรรมะคือหนทางสู่สัจธรรม การแสวงหาสัจธรรมต้องมีความบริสุทธิ์ใจ การปฏิบัติตัวให้เข้าถึงสัจธรรมต้องทำตัวให้บริสุทธิ์อย่างเช่นพระพุทธเจ้า การปฏิบัติทำตนให้บริสุทธิ์นั้นทำได้ด้วยการละทิ้งกิเลส และสร้างบุญหรือเป็นผู้ให้ หมั่นทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ วิธีปฏิบัตินั้นทำได้จากหลักการธรรมศาสนา หรือ การปฏิบัติตามหลักศีลธรรม

การบรรลุโสดาบันคือการปฏิบัติเข้าถึงหลักของธรรม และในการปฏิบัติตามประเพณีคือการสร้างกรรม หากสร้างกรรมดีก็เป็นผลดีเข้าถึงหลักธรรม หนทางในการปฏิบัติคือการถือศีล เช่น การถือศีลห้า หรือ เบญจศีล เป็นศีลในลำดับเบื้องต้นของพุทธศาสนา ที่ใช้สำหรับฆราวาส หรือ ศาสนิกชนพึงถือ ไม่เฉพาะแต่เหล่าสงฆ์เท่านั้น  และศีลแปดสำหรับสามเณรหรืออุบาสกอบาสิกาที่เข้าวัดเข้าวาเพื่อรับธรรมเป็นประจำ แต่สำหรับพระภิกษุสงฆ์ ที่เคร่งครัดแล้วก็จะถือ 227 ศีล  อันดับในการจัดชั้นวรรณะในคณะสงฆ์ก็ขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดถึงระดับโสดาบันสักแค่ไหน ผู้ที่ปฏิบัติถือศีลอย่างเคร่งครัดย่อมมีความเหมาะสมในการแนะนำผู้อื่น หน้าที่สำคัญคือการเผยแพร่ธรรมะด้วยการเทศน์และการประพฤติปฎิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดี และด้วยการปฏิบัติตนเช่นนี้ ทำให้ผู้นั้นสร้างบุญกุศลและเข้าถึงสัจธรรมได้มากขึ้นเท่านั้น

ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทในประเทศสยามคือ การทำบุญสร้างคุณธรรมและความดี เป็นการส่งผลบุญให้มีชีวิตที่ดีในชาติหน้า การมีชีวิตที่ดีในชาตินี้  เป็นผลกรรมที่ทำความดีจากชาติก่อน สำหรับกษัตริย์ธรรมราชานั้นคือการพิสูจน์ให้เห็นถึงผลบุญที่สะสมมาจากชาติก่อน ตราบใดที่กษัตริย์มีความประพฤติปฏิบัติอยู่ในธรรมศาสตร์ เขาผู้นั้นปกครองอย่างเป็นธรรมชาติบนพื้นฐานแห่งความรู้จริงในสัจธรรม เขาผู้นั้นจึงเหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์

ผู้ที่มีตำแหน่งใกล้เคียงกับกษัตริย์ในศาสนาพุทธนิกายเถรวาท คือพระสัฆราชหรือพระสงฆ์อาวุโสและพระที่ทำธุดงค์เข้าญาณวิปัสสนา โดยทั่วไปเปรียบเทียบเท่ากับพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้า ผู้มีเคร่งครัดปฏิบัติ ปกป้องในศีลธรรม ใครมีอาวุโสมากกว่าใครนั้นระหว่าง พระสงฆ์ที่มีความเคร่งครัดในหลักศีลธรรมทุกๆวัน หรือกษัตริย์ธรรมราชาปฏิบัติเพียงศีลห้าข้อและเคร่งครัดหน่อยในวันพระเท่านั้น โดยหลักการแล้วก็เหมือนว่าพระสงฆ์มีอาวุโสมากกว่า แต่ในทางกลับกันแล้ว เป็นหน้าที่ของกษัตริย์ที่จะทำการปกป้องคุ้มครองสถาบันสงฆ์

การที่จะเป็นกษัตริย์ให้มีคุณสมับติทางพุทธศาสนาให้สมกับเป็นธรรมราชาได้นั้น จะต้องปฏิบัติตามกฎทศพิธราชธรรม เพราะว่ากษัตริย์มีภาระหน้าที่ที่จะต้องกระทำ จะให้อยู่สมถะแบบพระสงฆ์องค์เจ้าไม่ได้ ทศพิธราชธรรมคือบัญญัติสิบประการสำหรับกษัตริย์ อันเป็นจริยวัตร10 ประการ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าราชธรรม10 อันประกอบด้วย ทาน ศีล บริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน ความยุติธรรม ทศพิธราชธรรมหรือราชธรรมสิบนี้ เปรียบคล้ายกับบารมี10 หรือ ทศบารี ที่พระพุทธเจ้าได้ปฏิบัติตนได้อย่างสมบูรณ์ก่อนที่จะบรรลุโสดาบัน ส่วนบารมีคือการมีความสมบูรณ์ทางจิตใจ มีความหมายใช้กันทั้งทางด้านศาสนาพุทธและฮินดู ในปัจจุบันนำมาใช้อ้างอิงกับสถาบันกษัตริย์ให้มีคำแปลอย่างน่าสรรเสริญว่า พระราชบารมี อันเป็นการแสดงถึงความสูงศักดิ์ของกษัตริย์ที่เทียบเท่าพระพุทธเจ้า ซึ่งไม่มีใครสามารถขัดแย้งในอำนาจหน้าที่ที่ศักดิสิทธิ์ของกษัตริย์ได้เหนือกว่าพระสงฆ์  ทศพิธราชธรรมทั้ง10 หรือราชาธรรม10  คือคุณธรรมของกษัตริย์ อันเป็นหลักเกณฑ์ที่แยกกษัตริย์ออกจากพระสงฆ์

การสร้างสถาปนาความเป็นกษัตริย์นั้น ยังต้องอาศัยการสืบต่อราชวงศ์ด้วยสายโลหิตที่แท้ด้วย ประชาชนจะต้องเชื่อถือกับเรื่องราวที่กษัตริย์มีความสามารถนานาประการ และเป็นนักรบที่เก่งกล้าสามารถ ดุจดังเทพเจ้าที่สืบสายโลหิตเดียวกันมาสู่ลูกหลานเหลน  ในทางศาสนาพุทธ การเรียนรู้และเข้าถึงพระธรรมคือการปฏิบัติในศีล ไม่ใช่การสืบต่อความรู้ด้วยทางสายเลือดเดียวกัน ดังนั้นบุคคลที่แม้นจะเป็นชนชั้นต่ำก็สามารถบรรลุถึงพระธรรม และกลายเป็นผู้คงแก่เรียนหรือเป็นกษัตริย์ได้ด้วยการเรียนรู้ และการปฏิบัติเคร่งในศีล สำหรับธรรมราชาที่สร้างสมคุณงามความดีก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตกหล่นไปถึงลูกหลานได้ เพราะคุณงามความดีนั้น คงสืบทอดต่อกันไม่ได้จากผู้บังเกิดเกล้า

ในทางความเชื่อโดยทั่วไป ศิษย์ของอาจารย์ย่อมได้รับความบริสุทธิ์จากการสอนธรรม และด้วยความใกล้ชิดในการเสี่ยมสอน อาจารย์ที่เก่งถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์และสร้างชื่อเสียงและบารมีให้กับตนเอง เช่นเดียวกับบุตรของกษัตริย์ที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้เป็นปราชญ์ต่อเนื่องกันไป การถ่ายทอดต่อเนื่องกันนี้เป็นการถ่ายทอดที่เรียนรู้และปฏิบัติ หาใช่การถ่ายทอดกันทางสายโลหิตหรือทาง DNA แต่การถ่ายทอดในสายโลหิตเดียวกันทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ บุตรหลานของกษัตริย์มีโอกาสเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ และด้วยประการฉะนี้จึงทำให้เกิดการสร้างสถาบันหรือการสร้างราชวงศ์ที่มั่นคงได้อย่างน่าเชื่อถือ

ในทางวัฒนธรรมของพราหมณ์ฮินดู พระพุทธเจ้าคือพราหมณ์ที่กลับชาติมาเกิดเป็นครั้งที่เก้า แต่กษัตริย์ในทางฮินดูมีรากฐานในอาณาจักรขอมโบราณนั้น  มีการพัฒนาอย่างตรงไปตรงมาและมีโครงสร้างการปกครองที่แน่นอนมาจากเทวราช ซึ่งในทางพุทธศาสนาไม่มีเทวดาที่แท้จริง มีแต่ธรรมะเท่านั้นคือความจริง และการเรียนรู้ถึงธรรมะคือความสูงสุดของการมีชีวิตอยู่ ความคิดของฮินดูคือการมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง การมีตัวตนเป็นอัตตา หรือ อาตมัน และในตัวตนนั้นคือการค้นพบความจริงของร่างและวัตถุประสงค์ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน การเข้าใจในตัวตนคือการเข้าถึงทุกสิ่งทุกอย่างหรือนิพพานของฮินดู

ในทางศาสนาฮินดูนั้น มนุษย์ต่างเวียนว่ายตายเกิดในหลายชั้นวรรณะ ซึ่งเป็นสังสารวัฏให้เข้าใจในตัวตนยิ่งขึ้น การเกิดในวรรณะที่สูงเป็นการสืบทอดสายโลหิตที่ยิ่งใหญ่ ความเชื่อในเทวดาของชาวฮินดูจึงสืบต่อไปสู่ลูกหลานที่เกิดขึ้นมา นี่คือความเชื่อที่ว่าเทวดากลับชาติมาเกิดเพื่อสืบทอดสายโลหิตกันต่อไป

พูดกันอย่างตรงไปตรงมาแล้ว กษัตริย์ในความเชื่อถือของศาสนาฮินดู จะมีความแข็งแกร่งน่าเลื่อมใสกว่าในทางศาสนาพุทธ ซึ่งมีความหมายเพียงแต่เป็นผู้นำที่หมุนวงล้อแห่งธรรมะให้แก่ประชาชน แต่เทวดาในศาสนาฮินดูคือผู้ก่อสร้างสถาปนากฎเกณฑ์และความเป็นอยู่ของสังคม เทวดาคือผู้ปกป้องทุกสิ่งทุกอย่างครอบจักรวาล อย่างเช่นพระศิวะ ที่ควบคุมดินฟ้าอากาศ นำฝนโปรยปรายในยามแล้ง ทำให้พื้นดินอุดมสมบูรณ์ และทำให้หญิงตั้งครรภ์ อย่างที่นาย John Girling นักสังคมศาสตร์ได้เขียนเอาไว้ว่า พิธีการในการปกครองคือการทำพิธีกรรมต่างๆในโลกด้วยอำนาจจากจักรวาล คือการสร้างอาณาจักรให้เป็นเมืองของเล่นขนาดเล็ก และสร้างวังให้เป็นดังเขาเมรุที่ศักดิ์สิทธิ์ เมืองของเทวดา โดยให้บรรดารัฐมนตรีทั้งสี่ประดับมุมทั้งสี่มุมของจักรวาล ทำเมืองหลวงให้ดุจดังเป็นจุดศูนย์กลางของประเทศ มันยิ่งใหญ่กว่าสังคมการเมืองและจุดรวมของวัฒนธรรม แต่เป็นจุดอันศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาลทั้งหมด"

กษัตริย์ในทางศาสนาฮินดู มีพราหมณ์ซึ่งถือว่าเป็นชนวรรณะสูงเป็นฐานประกอบอำนาจ พราหมณ์สักการะบูชาเทวราช ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปกครอง ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ที่ปรีกษาทางการกระทำพิธีการต่างๆเพื่อให้กษัตริย์ดูยิ่งใหญ่น่าเลื่อมใสอย่างพระเจ้า  กษัตริย์เขมรใช้หินสลักเป็นรูปศิวลึงค์มาประดับเพื่อแสดงถึงเทพเจ้า ซึ่งแสดงให้เห็นสัญญลักษณ์พระศิวะและกษัตริย์บนโลก หินสลักรูปศิวลึงค์มีตั้งไว้ตามถนนในทุกมุมเมือง ในวัด และบนยอดเขา

ประเพณีทั้งสองถูกนำมาใช้ในการประกอบพิธีต่างๆปะปนกันไปกับศาสนาพุทธนิกายมหายานที่เชื่อในอาณาจักรขอม และชาวไท มอญ ที่เข้ามาในประเทศสยามในศัตวรรษที่สิบสาม หลังจากอาณาจักรขอมเสื่อมลง ซึ่งรวมทั้งอาณาจักรสุโขทัยทางภาคกลางด้านบน ในการสถาปนาราชวงศ์จักรี ได้มีการสืบรากบรรพบุรุษกันไปถึง กษัตริย์คนที่สามของสุโขทัยคือ รามคำแหง อันเป็นชื่อที่มาจากตำนานรามเกียรติ์ ปกครองในระหว่างปี 1820 ถึง ปี 1860 กษัตริย์รามคำแหงคือนักรบที่สร้างพื้นที่เล็กๆให้กลายเป็นเมืองใหญ่ที่มั่งคั่ง  อาณาจักรสุโขทัยสร้างขึ้นจากพื้นฐานความเชื่อทางฮินดู และศาสนาพุทธนิกายมหายาน แต่ในช่วงต้นๆของสุโขทัย กษัตริย์องค์ก่อนๆได้รับเอาอิทธิพลของศาสนาพุทธนิกายเถรยานมาใช้ โดยพระสงฆ์จากศรีลังกาได้นำเอาเข้ามาเผยแพร่ อันเป็นการเริ่มต้นพื้นฐานของวัฒนธรรมไทยในปัจจุบัน

กษัตริย์รามคำแหงใช้การปกครองแบบการเกลี้ยกล่อม โดยใช้ศาสนาพุทธเอามาเป็นวัฒนธรรมในการปกครองประเทศให้เป็นปึกแผ่น ท่านสร้างวัดวาให้กับคณะสงฆ์ และท่านเป็นผู้นำพิธีการทำบุญให้ทานเช่นงานกฐิน งานพิธีที่ชาวบ้านเอาของไปถวายวัดหลังจากที่หมดพรรษา จากหลักฐานอ้างอิงของหลักศิลาจารึกได้บันทึกเอาไว้ตอนหนึ่งว่า

"เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใคร่จักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส ลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มตายหายกว่าเหย้าเรือนพ่อเชื้อเสื้อคำมัน ช้างขอลูกเมียเยียข้าว ไพร่ฟ้าข้าไท ป่าหมากพลูพ่อเชื้อมัน ไว้แก่ลูกมันสิ้น ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุน ผิแลผิดแผกแสกว้างกัน สวนดูแท้แล้ จึ่งแล่งความแก่ขาด้วยซื้อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่ใครพีน เห็นสินท่านบ่ใครเดือด คนใดขี่ช้างมาหา พาเมืองมาสู่ช่อยเหนือเฟื้อกู้ มันบ่มีช้างบ่มีม้า บ่มีปั่วบ่มีนาง บ่มีเงือนบ่มีทอง ให้แก่มัน ช่อยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง ได้ข้าเสือก ข้าเสือ หัวพุ่งหัวรบก็ดี บ่ฆ่าบ่ตี  ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปกกลางบ้านกลางเมืองมีถ้อยมีความ เจ็บท้องข้องใจมันจะกล่าวถึงเจ้าถึงขุนบ่ไร้ ไปลั่นกระดิ่อันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียกเมือถาม สวนความแก่มันโดยซื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึ่งชม"

ในความหมายปัจจุบัน เป็นการปกครองที่เรียกว่าบิดาธิปไตยหรือการปกครองอย่างบิดาปกครองบุตร ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาของชาวไท กษัตริย์ถือได้ว่าเป็นทั้งพ่อและตุลาการและเป็นแหล่งของวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของประเทศด้วย สำนักราชวังของกษัตริย์ภูมิพลจึงเรียกพ่อขุนรามคำแหงว่าเป็นกษัตริย์ที่ปกครองแบบประชาธิปไตยคนแรก และได้นำไปใช้เป็นวัฒนธรรมการปกครองประเทศไทยต่อเนื่องกันมาตลอดราชวงศ์จักรี

แม้นกระนั้น การรับเอาศาสนาพุทธนิกายหินยานหรือเถรวาท(Theravadism)มาใช้ ทำให้ราชบัลลังก์สุโขทัยอ่อนแอลง เพราะไม่เน้นไปในหลักการทางศาสนาฮินดูให้ตัวกษัตริย์มีความเทียบเท่ากับเป็นเทพเจ้า ราชวงศ์สุโขทัยใช้หลักการตามศาสนาพุทธคือใช้ธรรมราชาเป็นหลักการสถาปนาราชวงศ์ ซึ่งมีความหมายบันทึกไว้ในไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเชื่อกันว่าเขียนไว้โดยกษัตริย์ลิไทย(พระมหาธรรมราชาที่ 1) ที่สืบราชบัลลังก์ต่อจากพ่อขุนรามคำแหง ได้แต่งไตรภูมิพระร่วงขึ้น มีสาระสำคัญ คือ เขียนพรรณาถึงเรื่องการเกิด การตาย ของสัตว์ทั้งหลายว่า การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิทั้งสาม(กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ) ด้วยอำนาจของบุญและบาปที่ตนได้กระทำแล้ว ที่สำคัญคือเป็นเรื่องราวตัวอย่างของพระร่วงอันเป็นรากฐานสำคัญของการสืบต่อความเป็นกษัตริย์

ไตรภูมิพระร่วงไม่ใช้เรื่องราวใหม่ในทางพุทธศาสนา หากเป็นเรื่องราวที่นำเอาความคิดในตำนานทางพุทธศาสนาและทางฮินดูมาเปรียบเปรยให้ชาวบ้านเข้าใจกัน เป็นเรื่องราวให้ผู้อ่านผู้ฟังยำเกรงในการกระทำบาปทุจริต และเกิดความปิติยินดีในการทำบุญทำกุศล อาจหาญมุ่งมั่นในการกระทำคุณงามความดีในโลกนี้ และกฎในการสร้างคุณงามความดีของกษัตริย์ก็คือทศพิธราชธรรม10 อย่างที่กษัตริย์ลิไทยได้เขียนอ้างไว้ว่าเป็นดินแดนที่พระพุทธเจ้าได้เลือกเอาไว้ หรือพระพุทธเจ้าคือกษัตริย์คนแรก ดังนั้นกษัตริย์ที่สืบทอดราชวงศ์ต่อๆมาคือสายเลือดของพระพุทธเจ้าหรือสายเลือดทางวิญญาณ ที่สืบทอดกันมาด้วยผลแห่งการสร้างบุญ ในกรณีที่ปราศจากตัวของพระพุทธเจ้า ก็ขอให้เป็นดังที่เคยมีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่คือจักรวาที(Cakkavati King)ที่คอยหมุนวงล้อแห่งธรรมะ(ธรรมจักร) ในไตรภูมิพระร่วงได้กล่าวไว้ว่า รู้จักบุญกุศลและธรรม และสอนคนอื่นให้รู้ถึงธรรมะ อย่างที่พระพุทธเจ้าได้เกิดมาเพื่อสอนธรรมะ..........จะไม่มียักษ์ มาร สัตว์ร้าย เข้ามาสิ่งสู่แด่ผู้หมุนกงล้อธรรมจักร เพราะว่าตัวมารกลัวอำนาจและความดีของธรรมจักร

นี่เป็นหลักการที่ใช้ได้ผลในการปกครองโดยระบบกษัตริย์ที่มีอำนาจสูงสุดของแผ่นดิน โดยการให้ความเทียบเท่าระหว่างการเป็นกษัตริย์และพระพุทธเจ้า หรือเกือบเท่ากับเทวดา หนังสือไตรภูมิพระร่วงให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์อยู่เหนือแผ่นดิน โดยการเอาความรู้คิดเรื่องผลบุญผลกรรมมาเปรียบเทียบ และวางรากฐานอันดับของชนชั้น คือชนชั้นสูงย่อมมีบุญมากกว่าชนชั้นต่ำเป็นต้น ไตรภูมิพระร่วงบ่งบอกถึงการสร้างบุญกุศลจากชาติก่อน อันนำเป็นผลของชีวิตที่ดีในชาติหน้า(เป็นไปได้ว่า โดยการนำเอาผลบุญมาแอบอ้าง ทำให้ผุ้ปกครองมีโอกาสได้รับผลประโยชน์ต่างๆนานาง่ายขึ้น เช่น อาหาร  ชาวบ้านถูกหลอกให้นำเอาข้าวสารและนำอาหารไปถวายทำบุญให้แก่วัดวาอาราม  รวมทั้งเงินทองบริจาคให้แก่กษัตริย์ธรรมราชา)

ผู้ปกครองอาณาจักรสุโขทัยไม่ได้ละทิ้งประเพณีและความเชื่อในเทวดาตามศาสนาฮินดูไปเสียหมด แต่ยังทำการปฎิบัติตามประเพณีให้ดูเปล่งปลั้งยิ่งขึ้นแด่กษัตริย์ อันเป็นผลให้บรรดาราชนิกูลมีความน่าเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปอีก ถึงแม้นว่าท้ายที่สุดสุโขทัยจะเสื่อมลงและอยุธยาขึ้นมาแทนที เป็นเวลากว่าสี่ร้อยปีที่อยุธยาเติบโตแข็งแกร่งเบ่งบาน จนเป็นรูปฐานทางภูมิศาสตร์การเมืองให้แก่ประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเหมือนเส้นทางเชื่อมต่อของศาสนา วัฒนธรรม ต่างๆนานา ในสมัยอยุธยาทั้งศาสนาพุทธและประเพณีทางฮินดูได้มีส่วนร่วม ในการเสริมสร้างอำนาจให้แก่สถาบันกษัตริย์ แต่ก็ยังน้อยกว่าสมัยสุโขทัย

ในสมัยพระเจ้าอู่ทองกษัตริย์คนแรกของอยุธยา ได้เชิญพราหมณ์มาจากประเทศอินเดียหลายคนในการทำพิธีราชาภิเษกในปี พ.ศ.1894 ซึ่งเป็นการเปรียบตัวเองเช่นเดียวกับเทวดา และได้ตั้งชื่อตนเองว่า รามาธิบดี อันเป็นชื่อที่นำเอามาจากชื่อของพระรามในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์  กษัตริย์อู่ทองยังปฏิบัติตนเจริญรอยตามตำแหน่งธรรมราชา อย่างเช่นกษัตริย์ลิไทยในสมัยสุโขทัย กษัตริย์อู่ทองได้ทำการอุปถัมภ์บรรดาสงฆ์ สร้างวัดวาอารามขึ้นใหม่มากมาย และยังนำเอาพิธีการทางศาสนาพุทธมาปฏิบัติด้วย

ในกลางศตวรรษที่สิบห้าคือสมัยพระบรมไตรโลกนาถ บรรดานักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเป็นช่วงที่อยุธยาเจริญถึงที่สุด เป็นจุดศูนย์กลางทีมีการจัดอันดับทางสังคม ซึ่งเป็นไปในทางฮินดูมากกว่าศาสนาพุทธ เช่นเดียวกับกษัตริย์ลิไทย ไตรโลกนาถก็แสดงตัวให้เป็นเช่นพระพุทธเจ้าเช่นกัน โดยการจัดการเรียบเรียงหนังสือมหาชาติคำหลวงขึ้นใหม่ อันเป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าในชาติก่อนที่เป็นพระโพธิสัตย์ ก่อนที่จะทำการตรัสรู้ได้ เนื้อหาในการปรับปรุงใหม่ เน้นไปที่เนื้อหาของไตรภูมิพระร่วงว่า พระเวสสันดร(Vessantara) ได้กลับชาติมาเกิดเป็นพระบรมไตรโลกนาถคือตัวกษัตริย์ไตรโลกนาถนั้นเอง แต่กษัตริย์ไตรโลกนาถก็ไม่ได้เอาศาสนาพุทธมาเป็นรากฐานของความเป็นกษัตริย์ นักประวัติศาสตร์หลายคนคิดว่า ในราวต้นปี 2143 กษัตริย์ปราสาททองได้นำเอาความเชื่อทางฮินดูมาใช้ในการสถาปนาตนเองให้สูงส่งยิ่งขึ้น โดยไม่ได้ตัดเอาความเชื่อครอบจักรวาลทางพุทธศาสนาออกไป

จากหลักฐานที่บันทึกในประวัติศาสตร์ได้เน้นให้เห็นว่า  ทั้งประเพณีทางศาสนาฮินดู และพุทธได้ใช้ผสมปะปนกันให้เป็นฐานอำนาจสนับสนุนสถาบันกษัตริย์อย่างต่อเนื่องกันมา ทำให้กษัตริย์มีอำนาจบารมีและความศักดิ์สิทธิ์ ความสมดุลย์ระหว่างสองศาสนานั้นก็ขึ้นอยู่กับความคิดดัดแปลงสร้างสรรของตัวกษัตริย์เอง ความเชื่อในศาสนาพุทธเกี่ยวกับดวงดาวครอบจักรวาลต่างๆอันเป็นผลทางโชคชะตาราศี เป็นรากฐานของกษัตริย์ธรรมราชาที่จะต้องประพฤติปฏิบัติตามกฎทศพิธราชธรรม กษัตริย์ต้องทำบุญทำทานถวายพระสงฆ์องค์เจ้า ทำพิธีกฐิน เช่นเดียวกับกษัตริย์ไตรโลกนาถที่ลาออกบวชในระยะสั้น และโดยทั่วไปแล้วในราชอาณาจักรนี้มีความเชื่อกันว่า การทำพิธีปฏิบัติตามศาสนาพุทธเป็นการแสดงความซื่อสัตย์ต่อสถาบันกษัตริย์ และสร้างผลผลิตของชาวไร่ชาวนาให้มากขี้น

พิธีการต่างๆบนพื้นฐานทางศาสนาฮินดู ได้รวมเอาเทวดาเข้าไปเป็นการเสริมภาพพจน์ของกษัตริย์ ทำให้สถาบันกษัตร์ย์ดูน่ากลัวและน่าเกรงขามยิ่งขึ้น  ต่างประดิษฐ์ประดอยยกยอตำแหน่งให้กษัตริย์เป็นเจ้าแผ่นดิน และ เจ้าชีวิต ผู้เป็นเจ้าของมวลสรรพสิ่งทั้งหลายดังเทพเจ้าที่ประทานชีวิต สภาพลมฟ้าอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ และความมั่งคั่ง ข้อห้ามตามความเชื่อของพราหมณ์ได้ถูกนำมาบังคับใช้เช่น ห้ามมองดูหน้าของบรรดาราชนิกูล หากขัดขืนอาจมีโทษถึงตายได้ ภาษาที่ใช้กันในวังและการทำพิธีต่างๆก็เป็นภาษาของพราหมณ์ ที่ปะปนกันระหว่างสันสกฤตกับภาษาขอม เพื่อนำมาใช้เตือนกันถึงสายโลหิตที่มีความสูงศักดิ์ ในฐานันดรของราชนิกูล อันมีความสำคัญยิ่งในการปกครองโดยระบบราชวงศ์ตลอดชั่วกัลปาวสาร

การผสมปะปนกันในพิธีการต่างๆของสองศาสนาเป็นการสืบสายพันธุ์ของกษัตริย์  นาย David Wyatt นักประวัติศาสตร์ได้อธิบายไว้ว่าหลักการสั่งสอนของศาสนาพุทธเป็นปัจจัยสำคัญต่อดวงชะตาราศีในทางพราหมณ์  มุ่งหมายให้กษัตริย์มีความประพฤติอยู่ในศีลธรรมจนถึงที่สุดคือให้กลมกลืนกันกับคำสอนธรรมจรรยาในพุทธศาสนา ความเชื่อของพราหมณ์ฮินดูในเรื่องเทวดานั้น เปรียบเทียบให้กษัตริย์เป็นพระเจ้า เป็นการปรับปรุงเสริมแต่งให้กษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของพิธีการต่างๆ ขณะที่ความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาพุทธให้การรับรองว่ากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของผู้ประพฤติตามหลักทางศีลธรรม"

ยิ่งกว่านั้น กุญแจแห่งอำนาจในสมัยอยุธยาคือการควบคุมความมั่งคั่งของแผ่นดิน เพราะอยุธยาตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางเป็นดังเกาะใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ความสำเร็จของอยุธยาคือเป็นแหล่งโกดังซื้อขายที่สำคัญทางน้ำในเขตเอเชียตะวันออก นำเอาพ่อค้าจากเมืองจีน ญี่ปุ่น อินเดีย เปอร์เซีย และจากพวกยุโรปในศตวรรษที่สิบหก เมืองอยุธยามีความสำเร็จทางการค้าอย่างมาก ทำให้บรรดากษัตริย์ต่างดิ้นรนในการเข้าควบคุมการค้าแบบจำกัดและผูกขาดของตนเอง เพื่อควบคุมพื้นที่ดินและคนทำงาน ครอบครัวหลายครอบครัว รวมทั้งชาวต่างชาติสร้างความมั่นคั่งโดยการทำการสนิทสนมกับเหล่าราชนิกูลและขุนนาง ซึ่งกลายเป็นคู่แข่งกับสถาบันในการคุมความมั่งคั่งและอำนาจ

เรื่องราวในวังสมัยอยุธยาเป็นเรื่องที่โกลาหลและเต็มไปด้วยเลือด ในการช่วงชิงราชบัลลังก์ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวการลอบปลงพระชนม์ เป็นสิ่งที่เขย่าขวัญเกิดขึ้นบ่อยๆจนเป็นธรรมดา ระหว่างกษัตริย์กับเจ้าฟ้าและราชินี หรือการลอบฆ่าเจ้าฟ้าโดยกษัตริย์กับราชินี หรือการฆ่ากันระหว่างเจ้าฟ้ากับเจ้าฟ้าด้วยกันเอง เป็นต้น  เป็นเวลาเกินกว่าสี่ศตวรรษ อยุธยามีกษัตริย์ทั้งหมด 35 องค์ โดยเฉลี่ย 11 ปีต่อหนึ่งสมัย ในทางตรงกันข้าม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2310 หากกรุงเทพมีผู้ปกครองราวสิบคน เฉลี่ย 24 ปีต่อหนึ่งสมัย

การต่อสู้ชิงอำนาจกันในอยุธยา น้อยนักที่เป็นการต่อสู้เพื่อสืบต่อสายโลหิตของราชวงศ์ แต่มีหลายครั้งที่มีการกบฏจากฝีมือคนภายนอก เพื่อให้ได้ตำแหน่งของกษัตริย์มาครองอย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ จึงมีการจับแต่งงานระหว่างภรรยา น้องสาว ลูกสาว ของกษัตริย์องค์ก่อน ดังนั้นความชัดแจ้งของการสืบสันตติวงศ์จึงไม่มีปรากฎออกมาได้อย่างแน่ชัด

ท้ายที่สุด อาณาจักรอยุธยาอ่อนแอลงไปเพราะการแก่งแย่งเพื่อให้ได้มาในอำนาจและความมั่งคั่ง หลังจากหนึ่งปีที่ถูกปิดล้อม ในเดือนเมษายน พ.ศ.2310 กองกำลังทหารพม่าก็ตีผ่านเข้ากำแพงเมืองอยุธยา เข้ามาทำลายปราสาท และตัวเมืองได้สำเร็จ พม่าทำลายราชวัง เจดีย์ วัดวาอาราม รูปปั้นต่างๆ และชาวเมืองอยุธยาต่างพากันหนีกระจัดกระจายกันไปสู่ชนบท และอาณาจักรอยุธยาก็ได้ถึงวาระแห่งการสิ้นสุดลงโดยฉะนั้น

 

จบบทที่1

 

 

บทที่22:

ไปสู่ความสันโดษ

สถาบันกษัตริย์จะอยู่รอดต่อไปหรือไม่?

ถอดความภาษาไทยโดย นายสิน แซ่จิ้ว


 

 

ในปี พ.ศ.2543 ภูมิพลได้ย้ายตัวเองออกจากเมืองหลวง โดยทำตัวกึ่งกบดานอยู่ที่วังชายทะเลที่หัวหิน เช่นเดียวกับกษัตริย์มหาชนก ที่แยกตัวเองออกจากสังคมเพื่อทำตนไปสู่ขั้นสุดท้ายในการบรรลุโสดาบัน โดยทำตัวเหมือนกับว่าปล่อยให้ราชอาณาจักรเปลี่ยนแปลงไปตามบุญตามกรรม

เช่นเดียวกับตำนานของกษัตริย์แห่งเมืองมิถิลา(Mithila) ภูมิพลไม่ได้ปล่อยมือออกจากราชกรณียกิจไปโดยสิ้นเชิง ราวกับว่าผลงานที่ทำไว้ยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อถึงเวลาก็เปิดโฉมออกมาให้คณะรัฐมนตรีได้ยืนถวายตัวสาบานตน รับแขกบ้านแขกเมือง รับการบริจาคเพื่อการกุศล หรือการเลื่อนขั้นข้าราชการพลเรือนและเหล่าทหารประจำปี1 อีกทั้งยังเดินทางกลับมากรุงเทพเพื่อเสวนาในงานวันเกิด ด้วยเรื่องราวศีลธรรมท้ายบ้าน เรื่องชวนหัว และหนทางของนักการเมือง แต่โดยส่วนมากมักจะเก็บตัวอยู่อย่างสันโดษ ตั้งใจมุ่งมั่นเพื่อที่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวของทองแดง (The Story of Tongdaeng) อันเป็นเรื่องราวที่ท่านได้อุปการะสุนัขจรจัดมาเลี้ยงดูเมื่อสี่ปีก่อน2 ทองแดงเป็นสุนัขที่ภูมิพลชื่นชมยิ่งนัก และหนังสือได้ทำการพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2545 มีรูปของนายหลวงอุ้มเล่นกับสุนัขเพศเมียตัวนี้อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส

เมื่อเปิดอ่านดู84หน้าทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เรื่องราวของสุนัขพันธุ์ทางอาจเป็นเพียงเรื่องผ่อนคลายของกษัตริย์ เพื่อเตือนชาวบ้านว่าสุนัขข้างถนนนั้นไม่เท่าเทียมดีเด่นเท่ากับสุนัขพันธุ์แท้ แต่หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาความนัยมากกว่านั้น มันเป็นตัวอย่างเรื่องราวที่มีจุดประสงค์ในตัวของท่านเอง ท่านได้เขียนอธิบายทองแดงไว้ว่าเป็น สุนัขธรรมดาที่ไม่ใช่ธรรมดามันเป็นสัตว์ที่แสนรู้และเคารพรักกษัตริย์ เพียงแค่ไม่กี่วันก่อนที่จะได้ทำการรับมาอุปการะ ทองแดงร้องครางหงิงๆตลอดทั้งวัน แต่ น่าแปลกยิ่งนัก เมื่อทำการมอบให้กษัตริย์ มันก็หยุดร้องครางและคลานไปนั่งซบอิงแอบอยู่ที่ตัก ราวกับว่ามอบกายถวายชีวิตให้แก่ท่าน แล้วมันก็หลับผล็อยหมดสิ้นไร้ ความกังวล โดดเดี่ยว และความหวาดกลัวไปในทันที

อีทองแดงคล่องแคล่วว่องไว ฉลาด และเอาใจใส่ตามคำสั่งกษัตริย์ผู้เป็นเจ้านายของมันอย่างไม่บิดเบือน มันคอยปกป้องเจ้านายของมันจากบรรดาสุนัขต่างๆโดยไม่ต้องฟังคำสั่งหรือหวังผลตอบแทนเป็นรางวัล เป็นสิ่งที่น่าทึ่งว่าสุนัขพันธุ์ทางข้างถนนอย่างอีทองแดง มีการเดินที่สง่างาม ภูมิฐาน ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ไม่เห่าหอน และเป็นที่น่าชื่นชมสำหรับกษัตริย์ก็คือเป็นสุนัขที่ถ่อมตัว ที่สำคัญที่สุดคือมันรู้จักการประพฤติตนต่อหน้าพระราชา มันคลานเข้าหาท่านเมื่อถูกเรียกให้เข้าไปหา ด้วยกิริยามารยาทที่เหมาะสม และอย่างพิธีการในวังคือ ไม่ทำตนให้อยู่เหนือกว่ากษัตริย์ สุนัขตัวอื่นๆ แม้นกระทั่งลูกๆของอีทองแดงเอง มักจะแสดงอาการดีใจด้วยการกระโดดเข้านั่งตักและเลี้ยหน้าเลี้ยตานายของมัน ซึ่งอีทองแดงไม่เคยแสดงอาการเช่นนั้น แม้นว่าท่านจะดึงมันมาอุ้มเอาไว้ อีทองแดงจะมีอาการหมอบราบคาบแก้วอยู่กับพื้น หูตกลงอันเป็นอาการแสดงความเคารพเชื่อฟัง.......บริพารผู้รับใช้คนหนึ่งถึงกับกล่าวว่า หากมีใครอยากจะรู้วิธีนั่งเมื่อเข้าเฝ้านายหลวงแล้วละก็ ให้ดูได้จากอีทองแดงเป็นตัวอย่าง

คนไทยบางคนมีความไม่พอใจที่นำเอาสุนัขมาเป็นตัวอย่างของความประพฤติในการเคารพกษัตริย์ แต่คนไทยส่วนมากชอบหนังสือเล่มนี้ โดยซื้อขายหนังสือเรื่องราวของอีทองแดงมากกว่าห้าแสนเล่ม อันเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มีการขายเสื้อยืดรูปอีทองแดงกันมากมายเพื่อโครงการพระราชกุศลต่างๆ หนังสือเรื่องราวของอีทองแดงคือภาพสะท้อนของสถาบันกษัตริย์ภูมิพล แม้นจะมีปัญหาในการแทรกซอน การปิดปากในการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ และเรื่องราวอื้อฉาวต่างๆของครอบครัว ภูมิพลยังเป็นที่เคารพบูชา ชื่นชอบอยู่ร่ำไป ด้วยลักษณะที่ไม่เหมือนใคร ท่านได้ประสพความสำเร็จในการปกป้องสัมปทานของราชวงศ์จักรีเอาไว้ให้อยู่รอดต่อไป โดยไม่ให้บรรดาพวกนักประชาธิปไตยหัวสมัยใหม่เดินเหยียบย่ำผ่านไปได้

ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ของการฆ่าหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Benedict Anderson ได้เขียนบรรยายถึงความสำเร็จอันเป็นจุดสำคัญในการหน่วงเหนี่ยวการเปลี่ยนแปลงของราชอาณาจักร ไปสู่การพัฒนาประเทศให้ทันสมัยว่า ไม่เหมือนกับสถาบันกษัตริย์ของลิเบีย หรืออีธิโอเปีย สถาบันกษัตริย์ของไทยยังอยู่รอดต่อไป แต่ก็ไม่ได้พัฒนาให้ก้าวหน้าไปอย่างเต็มที่เช่นญี่ปุ่น หรือสถาบันกษัตริย์ในยุโรปในศตวรรษที่ยี่สิบ พวกนิยมกษัตริย์มีความกระเหี้ยนกระหือรือให้ได้มาในอำนาจที่แท้จริงทางการเมืองมาครอง โดยบรรดาราชวงศ์ ที่ยึดมั่นอยู่กับรูปแบบโบราณร่วมสมัยของสยามประเทศ ......... ซึ่งก็ดูชอบกลอยู่ที่ผู้ปกครองในปัจจุบันได้เข้ามาเสวยราชบัลลังก์ โดยเป็นผลผลิตที่สืบเนืองมาจากเทือกเถาเหล่ากอและอุบัติเหตุ และด้วยผลพวงเช่นนี้จึงทำให้ท่านกลายเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองไป3

เป็นเวลากว่ายี่สิบห้าปีที่ Anderson ได้เขียนเอาไว้ว่า สถาบันกษัตริย์ภูมิพลได้ดำเนินการหน่วงเหนี่ยวต่อต้านรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งและประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ  เป็นการประสพความสำเร็จอย่างแท้จริงในการต้านทานกับการพัฒนาประชาธิปไตย ในหลายๆประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์อย่างเช่นบรูไน เนปาล และตะวันออกกลาง ที่ได้ทำการชะลอการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ความแตกต่างสำหรับประเทศไทยก็คือ แทนที่จะทำการทำนุบำรุงสถาบันให้อยู่รอดด้วยการบังคับขู่เข็ญและระงับปราบปราม ภูมิพลใช้ถ้อยคำภาษาสร้างมโนภาพในการชวนเชื่อว่า ตามขนบธรรมเนียมของวัฒนธรรมไทยนั้นจะต้องมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะว่ามันเป็นการปกครองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไทย ความสำเร็จในการชวนเชื่อนี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการหว่านพืชเพื่อหวังผลด้วยฝีมือที่หลักแหลม เพื่อที่จะสร้างกษัตริย์ให้ยิ่งใหญ่มากกว่าสถาบันกฎหมายรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย นักรัฐศาสตร์อย่างนาย Michael Connors ได้เขียนไว้ว่า รูปแบบดังพระผู้เป็นเจ้าของภูมิพลไม่ใช่คุณสมบัติที่สืบทอดกันมาจากครอบครัว แต่เป็นสิ่งที่เขาและข้าราชบริพารหลายร้อยคนทั้งในวังและนอกวัง ต่างสร้างเสริมและปรุงแต่งเป็นเพทุบายขึ้นมา4

ปัจจัยสองประการที่ทำให้เพทุบายประสพความสำเร็จก็คือ ประการแรก ภูมิพลเป็นผู้เหมาะสมในการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ให้อยู่รอดสืบต่อไป หลังจากที่อานันทได้เสียชีวิตไปอย่างน่าเศร้าโศก ภูมิพลเข้ารับตำแหน่งต่ออย่างปราศจากเงื่อนไข โดยมีความสามารถในการเรียนรู้ ไม่มีปากเสียงกับบรรดาอาจารย์ ซึ่งเป็นพวกที่มีความรู้ ความสามารถและเฉลียวฉลาดในทางการเมือง ภูมิพลถูกเสี้ยมสอนไม่ให้มีความโลภ มีความเป็นกลาง ไม่ลุ่มหลงเพลิดเพลินต่อความสะดวกสบาย ประการที่สองคือสังคมไทยมีความติดยึดอย่างลึกซึ้งอยู่ในศาสนาพุทธ ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาหลังจากการปฏิวัติปี พ.ศ. 2475 คนไทยยังคงมองดูตนเองว่า เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ที่มีรากฐานยืนอยู่กับลัทธิประเพณีทางศาสนาพุทธและมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” Charles Keyes ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือชื่อว่า Thailand: Buddhist Kingdom as Modern Nation-State.5

ในการปฏิวัติปี พ.ศ. 2475 นั้น จอมพล ป. ได้พยายามอย่างยิ่งที่จะตัดศาสนาพุทธและสถาบันกษัตริย์ให้ขาดออกจากกัน เพื่อที่จะให้สถาบันกษัตริย์อย่างธรรมราชานี้ สูญหายสิ้นไปอย่างสวยสดงดงาม ในช่วงหลังจากสงคราม พวกนิยมเจ้าต่างมองเห็นรอยต่อที่สำคัญทั้งสองนี้ เพื่อใช้ในการสถาปานาให้กษัตริย์มีความสำคัญศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น พระองค์เจ้าธานีนิวัติ และพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งต่างเป็นครูของภูมิพลได้เน้นถึงพิธีการทางศาสนาอันเป็นสัญลักษณ์ของการปฎิบัติธรรมที่บริสุทธิ์ โดยการนำพิธีการที่สำคัญต่างๆเช่นกฐิน ด้วยการเข้าประกอบพิธีที่วัดประจำราชวังอันมีพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ พร้อมกับมีพระสงฆ์องค์เจ้าที่สำคัญชาวบ้านคารวะอยู่เคียงข้าง ซึ่งอาจจะทำให้ภูมิพลมีความสำคัญเทียบเท่าและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันที่บรรดาครูบาอาจารย์ของภูมิพลปกป้องไม่ให้สาธารณชนเห็นว่า กษัตริย์ถ่อมตัวลงมาเล่นการเมือง จากระยะเริ่มแรกที่เข้ารับตำแหน่งจนกระทั่งปี พ.ศ.2533 เรื่อยมา การเข้าแทรกแซงทางการเมืองของท่านได้กระทำอยู่เบื้องหลังฉากที่มีบรรดาขุนนาง องคมนตรี ข้าราชการในวัง ต่างพากันกระซิบกระซาบถึงความประสงค์ของกษัตริย์ไปยังผู้ที่ได้รับความไว้วางใจเท่านั้น และเขียนหนังสือสนองพระราชองค์การ ราวกับว่ามีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น จนทำให้ท่านต้องเข้ายุ่งเกี่ยวแก้ไข แทนที่จะเป็นการกระทำโดยตามอำเภอใจส่วนพระองค์เอง

ด้วยวิธีการนี้ทำให้ท่านมีความแตกต่างไปจากนักการเมืองไทยทั่วไป ที่ต่างแสดงความทะเยอทะยานในการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์มากกว่าการสร้างผลงาน และเป็นพวกที่ไร้พิธีการประเพณีที่จะโยงใยถึงความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มันเป็นช่องว่างที่ไม่สามารถข้ามผ่านไปได้ ระหว่างความบริสุทธิ์ปราศจากมลทินของสถาบันกษัตริย์ กับนักการเมืองที่มีกิเลส ภูมิพลอาจเข้าได้กับบรรดขุนนาง ข้าราชการ และทหาร แต่พยายามหลีกเลี่ยงที่จะให้เห็นภาพพจน์ของตนคู่กับบรรดานักการเมือง แม้นว่าจะเป็นนักการเมืองที่นั่งเก้าอี้ที่สำคัญก็ตาม นอกจากเสียแต่ว่าคนผู้นั้นแต่งชุดเครื่องแบบระดับชั้นนายพลอย่างเช่น สฤษดิ์ หรือ เปรม เป็นต้น

ผลลัพธ์จากการคำนวณความแตกต่างนี้ก็คือ มันเป็นการพยายามของกษัตริย์เพื่อประชาชน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่เห็นแก่ตัวด้วยการ บริจาค และความอดทน อันเป็นปัจจัยในกฎทศพิธราชธรรม หากเป็นการกระทำเช่นเดียวกันนี้ โดยนักธุรกิจหรือนักการเมืองแล้ว ก็จะเห็นว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์เข้าข้างตัวเอง สำนักราชวังย้ำอย่างแน่วแน่ให้เห็นความแตกต่างนี้เสมอมา หลักฐานอีกอย่างที่แสดงให้เห็นว่าภูมิพลประพฤติตนได้อย่างบริสุทธิ์ในพระธรรมก็คือ ราวปี พ.ศ.2533 เรื่อยมานั้น ทางสำนักราชวังได้รับเงินบริจาคจำนวนมหาศาลโดยตรงมาจากวัดที่มีความมั่งคั่ง ด้วยโซ่ตรวนของผลบุญที่วิ่งตรงขึ้นไปจากชาวบ้านบริจาคให้วัด จากวัดสู่ราชวัง และไม่ใช่จากราชวังไปสู่วัด ทำให้เห็นความหมายเป็นนัยว่า เทวดาที่อยู่ในวังนั้นยิ่งใหญ่กว่าพระในวัด (มีการวิจารณ์นายหลวงว่า ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของวงเวียนของการทำบุญแตกขาดไป - เงินที่ได้รับมาควรย้อนกลับไปช่วยเหลือประชาชนไทย ไม่ใช่เข้ากระเป๋าตนเอง ผู้แปล)

เมื่อได้แสดงความยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์คู่แข่งทั่วไป ภูมิพลต้องกระทำเช่นเดียวกันกับระบบประชาธิปไตย อำนาจเอกราชไม่ได้ควบคุมโดย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะว่าการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบบประชาธิปไตยอาจจะทำการแก้ไขและเยียวยาได้ด้วยฝีมือคู่แข่งซึ่งเป็นใครก็ได้ รวมทั้งคู่แข่งของสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นกษัตริย์จะต้องสมมุติเอาความคิดว่า ประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นธรรมราชา

ในเบื้องต้นนั้น ประชาธิปไตยที่เข้าใจกันทั่วไปก็คือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีความหมายถึงเสรีภาพของมวลชน โดยมีโครงสร้างที่ปราศจากกษัตริย์ แต่มันยังไม่เพียงพอที่จะตีความประกาศออกมาว่า สถาบันกษัตริย์ได้สมรสร่วมกันกับประชาธิปไตย อย่างเช่นได้บัญญัติเอาไว้ในปี พ.ศ. 2520 เมื่อรัฐบาลได้กำหนดเป็นนิยามของประเทศไทยออกมาว่า ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภูมิพลต้องแสดงให้เห็นว่าระบบสถาบันกษัตริย์โบราณนั้น มีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในตัวของมันเอง และยิ่งใหญ่กว้างขว้างมากกว่าพวกที่คับแคบ ตามแบบอย่างประชาธิปไตยที่นำเข้ามาจากโลกตะวันตกที่ชาวบ้านได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วไป

โดยฉะนั้นคือ การจารึกรากฐานที่สำคัญของยุคสมัยสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหงว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน อันเป็นการยืนยันว่ากษัตริย์ของราชวงศ์จักรีคือคนของประชาชน และยังเน้นให้เห็นว่ากษัตริย์ประชาธิปกคือบิดาของประชาธิปไตยสมัยใหม่ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2475 แน่นอนทีเดียวว่าพวกบรรดานิยมกษัตริย์ในสมัยรัชกาลที่ 9 นี้ ต่างเชื่อถือในความคิดนี้ ในปี พ.ศ. 2535 ภูมิพลได้กล่าวกับนักเขียนชาวต่างชาติสองคนว่า กษัตริย์มงกุฎคือบุคคลแรกที่แนะนำความคิดในระบอบประชาธิปไตยมาสู่ราชอาณาจักร และหลังจากนั้น กษัตริย์ประชาธิปกเป็นผู้สำเร็จผลงานโดยนำระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาใช้ได้อย่างแท้จริงุ6

ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่มีงานเขียนของผู้มีความรู้อย่างใน ตำราเรียน และละครทางทีวี ความคิดเห็นนี้ได้รับความเชื่อถือเพราะว่ามันเป็นความเข้าใจในเชิงพุทธศาสนา ที่เป็นการเรียนรู้ของผู้บริสุทธ์ อย่างเช่นธรรมราชาที่ทำงานเพื่อผู้อื่น ความไม่เห็นแก่ตัวและการเสียสละของนายหลวง คือการเป็นประชาธิปไตยโดยธรรมชาติของท่านเอง ด้วยการรับใช้ปวงชนแทนที่จะเพื่อตนเองหรือกฎหมายที่จำกัด (และเพราะว่าท่านคือกษัตริย์ ท่านย่อมมีความรู้ หรือตรัสรู้ได้ในทุกสิ่งทุกอย่าง โดยรู้เองว่าประชาชนต้องการสิ่งใด) ปัจจัยสำคัญอีกอย่างของธรรมราชาคือ ผู้มีความสำคัญของระบบนักรบขุนนางเก่าแก่ คือการสถาปนาตนเองว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ในทางตรงข้ามกันนั้น สมาชิกรัฐสภาไม่ได้ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้าง ในช่วงปลายสมัย พ.ศ. 2503 เรื่อยมานั้น ภูมิพลได้กล่าวดูหมิ่นบรรดานักการเมืองว่าต่างเล่นการเมืองกันเพื่อตนเองและผลประโยชน์ของพวกพ้อง ท่านไม่ได้ออกตัวอย่างโจ่งแจ้งว่าท่านดีกว่า แต่แสดงความโดดเด่นออกมาด้วยผลงานของท่าน โดยให้การกระทำของท่านเป็นการบ่งบอกความหมายในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าระบบกษัตริย์คือรากฐานเนื้อหาของประชาธิปไตย ย่อมได้รับการท้าทายเพราะว่า คนไทยเชื่อว่าระบบประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งตัวแทน ที่มีคุณสมบัติที่ทำให้กษัตริย์เสื่อมไป ทางสำนักราชวังจึงตอบกลับออกมาว่า กษัตริย์ของราชวงศ์จักรีต่างเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน หรือกระทำการที่มิชอบแล้วก็คงไม่ได้นั่งราชบัลลักก์มาจนถึงทุกวันนี้ ตามเหตุผลแล้ว ภูมิพลและกษัตริย์องค์ก่อนๆที่นั่งบัลลักก์กันมาต่างได้รับการเลือกตั้งกันมาทั้งสิ้น ท่านได้ดำรัสตอบกล่าวกับนักข่าวที่สัมภาษณ์ว่า ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้ง หากประชาชนไม่ต้องการข้าพเจ้าแล้ว พวกเขาก็สามารถปลดข้าพเจ้าออกจากตำแหน่งไปได้

หากนั่นคือความจริง การเลือกตั้งในความเข้าใจโดยทั่วไป อาจจะไม่มีประโยชน์นักในการเลือกตัวผู้แทนต่างๆ และประวัติการไม่สนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของภูมิพลสะท้อนให้เห็นออกมา ดังที่ได้เห็นกันมาจากยุคสมัยสฤษดิ์ และถนอม โดยท่านได้สนับสนุนการแต่งตั้งบรรดาวุฒิสมาชิกต่างๆ ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าสมาชิกสภา ยิ่งกว่านั้นยังได้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีอย่างเช่น เปรม ซึ่งมีอำนาจในทั้งสองสภา กษัตริย์ได้เสี้ยมสอนให้ชาวไทยเห็นและยอมรับว่า มันเป็นเช่นเดียวกันกับระบบการเลือกตั้งในประเทศตะวันตก เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งล้มเหลวลง

การสรุปอย่างคราวๆว่าประชาธิปไตยเป็นหลักการอันบริสุทธิ์ของธรรมราชา เป็นเพียงการก้าวหน้าเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น ทั้งประชาธิปไตยและการประพฤติปฎิบัติทางธรรมราชาเป็นลักษณะของปัจเจกบุคคล ทำให้ปวงชนไขว้เขวจากระบบการมีพระมหากษัตริย์เป็นจุดศูนย์กลางของประเทศชาติ หากราชอาณาจักรมีความสูงส่งทางด้านจิตใจ ทุกคนมีความบริสุทธิ์ใจแล้ว ภูมิพลก็คือผู้ที่มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมในการสร้างความเชื่อทั้งสองให้เข้ากันได้

ปัจจัยขั้นพื้นฐานในการเปลี่ยนแปลงของท่านก็คือ การสร้างความสมานฉันท์ทั้งด้านพลเรือนและศาสนา ทำให้มันเป็นเสาหลักทั้งด้านประชาธิปไตยและทางธรรมะ ท่านอ้างว่าประชาธิปไตยคือระบบการปกครองที่มีโครงสร้างเพื่อผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม ดังนั้นมันจึงเป็นระบบที่ไม่สามารถบรรลุผลได้ด้วยบรรดาปัจเจกบุคคลต่างๆ ยิ่งกว่านั้นมันเป็นระบบที่ต้องการให้คนทุกๆคนทำงานร่วมกันเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน ดังนั้นความสมานฉันท์ คือหนทางที่แท้จริงของระบบประชาธิปไตย (ซึ่งอาจจะไม่มีความหมายในโลกตะวันตก ที่ทำให้เกิดการแก่งแย่งในพรรคการเมืองและระบบการเลือกตั้ง ) ในทางธรรมะแล้ว ปัญหาของภูมิพลก็คือประเด็นความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมที่เป็นไปตามยถากรรมของแต่ละบุคคล โดยภูมิพลได้ตีความหมายว่า หนทางของชาวไทยแต่ละคนนั้นขึ้นอยู่กับสังคมส่วนรวมที่อาศัยอยู่ และผลของการกระทำของแต่ละคนย่อมมีผลกระทบต่อบุคคลอื่นด้วย ภูมิพลต้องการให้ประชาชนไทยเห็นว่า ชีวิตคือพรหมลิขิตอันขึ้นอยู่กับประเทศชาติ และพรหมลิขิตของประเทศชาตินั้นขึ้นอยู่กับสถาบันกษัตริย์

ความสมานฉันท์และความจงรักษ์ภักดีนั้นยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาของชาติได้ กษัตริย์ภูมิพลสรุปเอาว่าสิ่งที่ทำให้การพัฒนาประเทศชาติเชื่องช้า ก็เพราะว่าความเกียจคร้านของชาวไร่ชาวนาในชนบท อันอาจจะเป็นผลมาจากหลักการสอนในธรรมะให้คนตัดความอยากออกไป (ภูมิพลไม่ได้อ้างถึงปัญหาที่มาจากการไร้โอกาสต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา และข้อมูลข่าวสารที่ชาวบ้านเข้าไม่ถึง) แต่ด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ชาวไร่ชาวนาไม่ทำงานขยันขันแข็งเพียงพอสำหรับประเทศ ดังนั้นภูมิพลจึงเพิ่มเอาการอุตสาหกรรมเข้าร่วมกับหลักธรรมด้วย โดยเน้นถึงการทำงานร่วมกันมากกว่าการทำงานเพียงลำพังด้วยตัวเอง ท่านได้กล่าวอย่างไม่พอใจว่าประชาชนขึ้เกียจ ไม่เข้าถึงธรรมเพียงพอ เป็นการทำลายชาติ เด็กๆต้องรู้ว่าความสุขต่างๆในชีวิตนั้นไม่ได้รออยู่ข้างหน้า แต่มันเกิดจากการกระทำที่มีผลงานที่ต่อเนื่อง และมีความประพฤติที่ดี คนที่มีความประพฤติไม่ดีและไม่สนใจไยดีต่อการทำงาน จะไม่มีโอกาสได้พบกับความสุขในชีวิต7

ในอีกด้านหนึ่ง ท่านยังได้ย้ำอีกว่าความอยากความโลภคือลักษณะของโลกทุนนิยม อันเป็นอุปสรรคต่อความสมานฉันท์และความก้าวหน้า ทุนนิยมคือความเห็นแก่ตัว แบ่งแยก และหาผลประโยชน์ส่วนตัว พวกที่มุ่งแสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ควรได้รับการสรรเสริญท่านกล่าวไว้ในปี พ.ศ.2523 ว่า เราควรมุ่งหน้าอุตสาหะทำงานร่วมกัน เพื่อผลประโยชน์ของทุกคนที่ตั้งใจไว้ อันทำให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติ จนหลังจากปี2523เรื่อยไป หลังจากสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจล้มลง ท่านได้สรุปเอาไว้ว่า ระบบทุนนิยมย้ำเอาแต่ได้อย่างเดียว อันเป็นแกนสำคัญที่ทำให้ระบบในประเทศไทยล้มเหลว ดังนั้นท่านจึงนำทฤษฎีใหม่มาใช้ชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นหนทางที่พระพุทธเจ้าได้ใช้ในการกำจัด ความอยาก ความโลภ ความพอเพียง ภูมิพลกล่าวว่า หากผู้ใดรู้จักความพอเพียง ผู้นั้นก็จะมีความอยากน้อยลงไป และผู้มีความอยากน้อยลงไป ก็จะไม่แสวงหาผลประโยชน์จากผู้อื่น หากประเทศชาติเข้าใจความคิดนี้แล้ว........หากปราศจากความอยากความโลภแล้ว โลกนี้ก็จะเป็นโลกที่มีความสุข8

อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของการพัฒนาในทัศนวิสัยของธรรมราชาแบบประชาธิปไตย หรืออีกนัยหนึ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกกันว่า ธรรมาธิปไตย(dhammocracy) ก็คือรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายพื้นฐานของประเทศ รัฐธรรมนูญเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปว่าเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตย โดยมีหลักการที่ได้รับการนำมาใช้ หรือใช้อย่างแดกดันว่าราชวงศ์แสดงการเฉลิมฉลองผลงานที่โกหกมดเท็จของกษัตริย์ประชาธิปก ที่ได้แอบอ้างว่าเป็นผู้สร้างประชาธิปไตยให้แก่ประเทศ แม้นจะแอบอ้างอย่างไร ทางในวังเองก็ไม่เคยได้เป็นเจ้าของหรือควบคุมรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง เมื่อจอมพล ป. ได้สร้างเส้าหลักของประเทศชาติด้วยคำว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญโดยสร้างความโปร่งใสในกฎหมายที่ควบคุมคุ้มครอง อันเป็นสถาบันที่แข่งขันกับอำนาจของกษัตริย์ คนไทยทุกคนสามารถอ้างสิทธิอิสรภาพต่างๆจากรัฐธรรมนูญ และสถาบันกษัตริย์ไม่สามารถขัดแย้งกฎหมายได้(ในบางโอกาส กษัตริย์ก็อ้างถึงรัฐธรรมนูญเพื่อตีความพระราชอำนาจพิเศษต่างๆ)