เช่นเดียวกับตำนานของกษัตริย์แห่งเมืองมิถิลา(Mithila) ภูมิพลไม่ได้ปล่อยมือออกจากราชกรณียกิจไปโดยสิ้นเชิง ราวกับว่าผลงานที่ทำไว้ยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อถึงเวลาก็เปิดโฉมออกมาให้คณะรัฐมนตรีได้ยืนถวายตัวสาบานตน รับแขกบ้านแขกเมือง รับการบริจาคเพื่อการกุศล หรือการเลื่อนขั้นข้าราชการพลเรือนและเหล่าทหารประจำปี1 อีกทั้งยังเดินทางกลับมากรุงเทพเพื่อเสวนาในงานวันเกิด ด้วยเรื่องราวศีลธรรมท้ายบ้าน เรื่องชวนหัว และหนทางของนักการเมือง แต่โดยส่วนมากมักจะเก็บตัวอยู่อย่างสันโดษ ตั้งใจมุ่งมั่นเพื่อที่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวของทองแดง (The Story of Tongdaeng) อันเป็นเรื่องราวที่ท่านได้อุปการะสุนัขจรจัดมาเลี้ยงดูเมื่อสี่ปีก่อน2 ทองแดงเป็นสุนัขที่ภูมิพลชื่นชมยิ่งนัก และหนังสือได้ทำการพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2545 มีรูปของนายหลวงอุ้มเล่นกับสุนัขเพศเมียตัวนี้อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส
เมื่อเปิดอ่านดู84หน้าทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เรื่องราวของสุนัขพันธุ์ทางอาจเป็นเพียงเรื่องผ่อนคลายของกษัตริย์ เพื่อเตือนชาวบ้านว่าสุนัขข้างถนนนั้นไม่เท่าเทียมดีเด่นเท่ากับสุนัขพันธุ์แท้ แต่หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาความนัยมากกว่านั้น มันเป็นตัวอย่างเรื่องราวที่มีจุดประสงค์ในตัวของท่านเอง ท่านได้เขียนอธิบายทองแดงไว้ว่าเป็น “สุนัขธรรมดาที่ไม่ใช่ธรรมดา” มันเป็นสัตว์ที่แสนรู้และเคารพรักกษัตริย์ เพียงแค่ไม่กี่วันก่อนที่จะได้ทำการรับมาอุปการะ ทองแดงร้องครางหงิงๆตลอดทั้งวัน แต่ ”น่าแปลกยิ่งนัก เมื่อทำการมอบให้กษัตริย์ มันก็หยุดร้องครางและคลานไปนั่งซบอิงแอบอยู่ที่ตัก ราวกับว่ามอบกายถวายชีวิตให้แก่ท่าน แล้วมันก็หลับผล็อยหมดสิ้นไร้ ความกังวล โดดเดี่ยว และความหวาดกลัวไปในทันที”
อีทองแดงคล่องแคล่วว่องไว ฉลาด และเอาใจใส่ตามคำสั่งกษัตริย์ผู้เป็นเจ้านายของมันอย่างไม่บิดเบือน มันคอยปกป้องเจ้านายของมันจากบรรดาสุนัขต่างๆโดยไม่ต้องฟังคำสั่งหรือหวังผลตอบแทนเป็นรางวัล เป็นสิ่งที่น่าทึ่งว่าสุนัขพันธุ์ทางข้างถนนอย่างอีทองแดง มีการเดินที่สง่างาม ภูมิฐาน ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ไม่เห่าหอน และเป็นที่น่าชื่นชมสำหรับกษัตริย์ก็คือเป็นสุนัขที่ถ่อมตัว ที่สำคัญที่สุดคือมันรู้จักการประพฤติตนต่อหน้าพระราชา มันคลานเข้าหาท่านเมื่อถูกเรียกให้เข้าไปหา ด้วยกิริยามารยาทที่เหมาะสม และอย่างพิธีการในวังคือ ไม่ทำตนให้อยู่เหนือกว่ากษัตริย์ “สุนัขตัวอื่นๆ แม้นกระทั่งลูกๆของอีทองแดงเอง มักจะแสดงอาการดีใจด้วยการกระโดดเข้านั่งตักและเลี้ยหน้าเลี้ยตานายของมัน ซึ่งอีทองแดงไม่เคยแสดงอาการเช่นนั้น แม้นว่าท่านจะดึงมันมาอุ้มเอาไว้ อีทองแดงจะมีอาการหมอบราบคาบแก้วอยู่กับพื้น หูตกลงอันเป็นอาการแสดงความเคารพเชื่อฟัง.......บริพารผู้รับใช้คนหนึ่งถึงกับกล่าวว่า หากมีใครอยากจะรู้วิธีนั่งเมื่อเข้าเฝ้านายหลวงแล้วละก็ ให้ดูได้จากอีทองแดงเป็นตัวอย่าง”
คนไทยบางคนมีความไม่พอใจที่นำเอาสุนัขมาเป็นตัวอย่างของความประพฤติในการเคารพกษัตริย์ แต่คนไทยส่วนมากชอบหนังสือเล่มนี้ โดยซื้อขายหนังสือเรื่องราวของอีทองแดงมากกว่าห้าแสนเล่ม อันเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มีการขายเสื้อยืดรูปอีทองแดงกันมากมายเพื่อโครงการพระราชกุศลต่างๆ หนังสือเรื่องราวของอีทองแดงคือภาพสะท้อนของสถาบันกษัตริย์ภูมิพล แม้นจะมีปัญหาในการแทรกซอน การปิดปากในการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ และเรื่องราวอื้อฉาวต่างๆของครอบครัว ภูมิพลยังเป็นที่เคารพบูชา ชื่นชอบอยู่ร่ำไป ด้วยลักษณะที่ไม่เหมือนใคร ท่านได้ประสพความสำเร็จในการปกป้องสัมปทานของราชวงศ์จักรีเอาไว้ให้อยู่รอดต่อไป โดยไม่ให้บรรดาพวกนักประชาธิปไตยหัวสมัยใหม่เดินเหยียบย่ำผ่านไปได้
ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ของการฆ่าหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Benedict Anderson ได้เขียนบรรยายถึงความสำเร็จอันเป็นจุดสำคัญในการหน่วงเหนี่ยวการเปลี่ยนแปลงของราชอาณาจักร ไปสู่การพัฒนาประเทศให้ทันสมัยว่า “ไม่เหมือนกับสถาบันกษัตริย์ของลิเบีย หรืออีธิโอเปีย สถาบันกษัตริย์ของไทยยังอยู่รอดต่อไป แต่ก็ไม่ได้พัฒนาให้ก้าวหน้าไปอย่างเต็มที่เช่นญี่ปุ่น หรือสถาบันกษัตริย์ในยุโรปในศตวรรษที่ยี่สิบ พวกนิยมกษัตริย์มีความกระเหี้ยนกระหือรือให้ได้มาในอำนาจที่แท้จริงทางการเมืองมาครอง โดยบรรดาราชวงศ์ ที่ยึดมั่นอยู่กับรูปแบบโบราณร่วมสมัยของสยามประเทศ ......... ซึ่งก็ดูชอบกลอยู่ที่ผู้ปกครองในปัจจุบันได้เข้ามาเสวยราชบัลลังก์ โดยเป็นผลผลิตที่สืบเนืองมาจากเทือกเถาเหล่ากอและอุบัติเหตุ และด้วยผลพวงเช่นนี้จึงทำให้ท่านกลายเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองไป”3
เป็นเวลากว่ายี่สิบห้าปีที่ Anderson ได้เขียนเอาไว้ว่า สถาบันกษัตริย์ภูมิพลได้ดำเนินการหน่วงเหนี่ยวต่อต้านรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งและประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นการประสพความสำเร็จอย่างแท้จริงในการต้านทานกับการพัฒนาประชาธิปไตย ในหลายๆประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์อย่างเช่นบรูไน เนปาล และตะวันออกกลาง ที่ได้ทำการชะลอการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ความแตกต่างสำหรับประเทศไทยก็คือ แทนที่จะทำการทำนุบำรุงสถาบันให้อยู่รอดด้วยการบังคับขู่เข็ญและระงับปราบปราม ภูมิพลใช้ถ้อยคำภาษาสร้างมโนภาพในการชวนเชื่อว่า ตามขนบธรรมเนียมของวัฒนธรรมไทยนั้นจะต้องมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะว่ามันเป็นการปกครองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไทย ความสำเร็จในการชวนเชื่อนี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการหว่านพืชเพื่อหวังผลด้วยฝีมือที่หลักแหลม เพื่อที่จะสร้างกษัตริย์ให้ยิ่งใหญ่มากกว่าสถาบันกฎหมายรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย นักรัฐศาสตร์อย่างนาย Michael Connors ได้เขียนไว้ว่า “รูปแบบดังพระผู้เป็นเจ้าของภูมิพลไม่ใช่คุณสมบัติที่สืบทอดกันมาจากครอบครัว แต่เป็นสิ่งที่เขาและข้าราชบริพารหลายร้อยคนทั้งในวังและนอกวัง ต่างสร้างเสริมและปรุงแต่งเป็นเพทุบายขึ้นมา”4
ปัจจัยสองประการที่ทำให้เพทุบายประสพความสำเร็จก็คือ ประการแรก ภูมิพลเป็นผู้เหมาะสมในการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ให้อยู่รอดสืบต่อไป หลังจากที่อานันทได้เสียชีวิตไปอย่างน่าเศร้าโศก ภูมิพลเข้ารับตำแหน่งต่ออย่างปราศจากเงื่อนไข โดยมีความสามารถในการเรียนรู้ ไม่มีปากเสียงกับบรรดาอาจารย์ ซึ่งเป็นพวกที่มีความรู้ ความสามารถและเฉลียวฉลาดในทางการเมือง ภูมิพลถูกเสี้ยมสอนไม่ให้มีความโลภ มีความเป็นกลาง ไม่ลุ่มหลงเพลิดเพลินต่อความสะดวกสบาย ประการที่สองคือสังคมไทยมีความติดยึดอย่างลึกซึ้งอยู่ในศาสนาพุทธ ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาหลังจากการปฏิวัติปี พ.ศ. 2475 คนไทยยังคงมองดูตนเองว่า “เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ที่มีรากฐานยืนอยู่กับลัทธิประเพณีทางศาสนาพุทธและมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” Charles Keyes ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือชื่อว่า Thailand: Buddhist Kingdom as Modern Nation-State.5
ในการปฏิวัติปี พ.ศ. 2475 นั้น จอมพล ป. ได้พยายามอย่างยิ่งที่จะตัดศาสนาพุทธและสถาบันกษัตริย์ให้ขาดออกจากกัน เพื่อที่จะให้สถาบันกษัตริย์อย่างธรรมราชานี้ สูญหายสิ้นไปอย่างสวยสดงดงาม ในช่วงหลังจากสงคราม พวกนิยมเจ้าต่างมองเห็นรอยต่อที่สำคัญทั้งสองนี้ เพื่อใช้ในการสถาปานาให้กษัตริย์มีความสำคัญศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น พระองค์เจ้าธานีนิวัติ และพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งต่างเป็นครูของภูมิพลได้เน้นถึงพิธีการทางศาสนาอันเป็นสัญลักษณ์ของการปฎิบัติธรรมที่บริสุทธิ์ โดยการนำพิธีการที่สำคัญต่างๆเช่นกฐิน ด้วยการเข้าประกอบพิธีที่วัดประจำราชวังอันมีพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ พร้อมกับมีพระสงฆ์องค์เจ้าที่สำคัญชาวบ้านคารวะอยู่เคียงข้าง ซึ่งอาจจะทำให้ภูมิพลมีความสำคัญเทียบเท่าและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกันที่บรรดาครูบาอาจารย์ของภูมิพลปกป้องไม่ให้สาธารณชนเห็นว่า กษัตริย์ถ่อมตัวลงมาเล่นการเมือง จากระยะเริ่มแรกที่เข้ารับตำแหน่งจนกระทั่งปี พ.ศ.2533 เรื่อยมา การเข้าแทรกแซงทางการเมืองของท่านได้กระทำอยู่เบื้องหลังฉากที่มีบรรดาขุนนาง องคมนตรี ข้าราชการในวัง ต่างพากันกระซิบกระซาบถึงความประสงค์ของกษัตริย์ไปยังผู้ที่ได้รับความไว้วางใจเท่านั้น และเขียนหนังสือสนองพระราชองค์การ ราวกับว่ามีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น จนทำให้ท่านต้องเข้ายุ่งเกี่ยวแก้ไข แทนที่จะเป็นการกระทำโดยตามอำเภอใจส่วนพระองค์เอง
ด้วยวิธีการนี้ทำให้ท่านมีความแตกต่างไปจากนักการเมืองไทยทั่วไป ที่ต่างแสดงความทะเยอทะยานในการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์มากกว่าการสร้างผลงาน และเป็นพวกที่ไร้พิธีการประเพณีที่จะโยงใยถึงความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มันเป็นช่องว่างที่ไม่สามารถข้ามผ่านไปได้ ระหว่างความบริสุทธิ์ปราศจากมลทินของสถาบันกษัตริย์ กับนักการเมืองที่มีกิเลส ภูมิพลอาจเข้าได้กับบรรดขุนนาง ข้าราชการ และทหาร แต่พยายามหลีกเลี่ยงที่จะให้เห็นภาพพจน์ของตนคู่กับบรรดานักการเมือง แม้นว่าจะเป็นนักการเมืองที่นั่งเก้าอี้ที่สำคัญก็ตาม นอกจากเสียแต่ว่าคนผู้นั้นแต่งชุดเครื่องแบบระดับชั้นนายพลอย่างเช่น สฤษดิ์ หรือ เปรม เป็นต้น
ผลลัพธ์จากการคำนวณความแตกต่างนี้ก็คือ มันเป็นการพยายามของกษัตริย์เพื่อประชาชน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่เห็นแก่ตัวด้วยการ บริจาค และความอดทน อันเป็นปัจจัยในกฎทศพิธราชธรรม หากเป็นการกระทำเช่นเดียวกันนี้ โดยนักธุรกิจหรือนักการเมืองแล้ว ก็จะเห็นว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์เข้าข้างตัวเอง สำนักราชวังย้ำอย่างแน่วแน่ให้เห็นความแตกต่างนี้เสมอมา หลักฐานอีกอย่างที่แสดงให้เห็นว่าภูมิพลประพฤติตนได้อย่างบริสุทธิ์ในพระธรรมก็คือ ราวปี พ.ศ.2533 เรื่อยมานั้น ทางสำนักราชวังได้รับเงินบริจาคจำนวนมหาศาลโดยตรงมาจากวัดที่มีความมั่งคั่ง ด้วยโซ่ตรวนของผลบุญที่วิ่งตรงขึ้นไปจากชาวบ้านบริจาคให้วัด จากวัดสู่ราชวัง และไม่ใช่จากราชวังไปสู่วัด ทำให้เห็นความหมายเป็นนัยว่า เทวดาที่อยู่ในวังนั้นยิ่งใหญ่กว่าพระในวัด (มีการวิจารณ์นายหลวงว่า ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของวงเวียนของการทำบุญแตกขาดไป - เงินที่ได้รับมาควรย้อนกลับไปช่วยเหลือประชาชนไทย ไม่ใช่เข้ากระเป๋าตนเอง – ผู้แปล)
เมื่อได้แสดงความยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์คู่แข่งทั่วไป ภูมิพลต้องกระทำเช่นเดียวกันกับระบบประชาธิปไตย อำนาจเอกราชไม่ได้ควบคุมโดย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะว่าการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบบประชาธิปไตยอาจจะทำการแก้ไขและเยียวยาได้ด้วยฝีมือคู่แข่งซึ่งเป็นใครก็ได้ รวมทั้งคู่แข่งของสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นกษัตริย์จะต้องสมมุติเอาความคิดว่า ประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นธรรมราชา
ในเบื้องต้นนั้น ประชาธิปไตยที่เข้าใจกันทั่วไปก็คือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีความหมายถึงเสรีภาพของมวลชน โดยมีโครงสร้างที่ปราศจากกษัตริย์ แต่มันยังไม่เพียงพอที่จะตีความประกาศออกมาว่า สถาบันกษัตริย์ได้สมรสร่วมกันกับประชาธิปไตย อย่างเช่นได้บัญญัติเอาไว้ในปี พ.ศ. 2520 เมื่อรัฐบาลได้กำหนดเป็นนิยามของประเทศไทยออกมาว่า ”ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ภูมิพลต้องแสดงให้เห็นว่าระบบสถาบันกษัตริย์โบราณนั้น มีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ในตัวของมันเอง และยิ่งใหญ่กว้างขว้างมากกว่าพวกที่คับแคบ ตามแบบอย่างประชาธิปไตยที่นำเข้ามาจากโลกตะวันตกที่ชาวบ้านได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วไป
โดยฉะนั้นคือ การจารึกรากฐานที่สำคัญของยุคสมัยสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหงว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน อันเป็นการยืนยันว่ากษัตริย์ของราชวงศ์จักรีคือคนของประชาชน และยังเน้นให้เห็นว่ากษัตริย์ประชาธิปกคือบิดาของประชาธิปไตยสมัยใหม่ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2475 แน่นอนทีเดียวว่าพวกบรรดานิยมกษัตริย์ในสมัยรัชกาลที่ 9 นี้ ต่างเชื่อถือในความคิดนี้ ในปี พ.ศ. 2535 ภูมิพลได้กล่าวกับนักเขียนชาวต่างชาติสองคนว่า กษัตริย์มงกุฎคือบุคคลแรกที่แนะนำความคิดในระบอบประชาธิปไตยมาสู่ราชอาณาจักร และหลังจากนั้น กษัตริย์ประชาธิปกเป็นผู้สำเร็จผลงานโดยนำระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมาใช้ได้อย่างแท้จริงุ6
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่มีงานเขียนของผู้มีความรู้อย่างใน ตำราเรียน และละครทางทีวี ความคิดเห็นนี้ได้รับความเชื่อถือเพราะว่ามันเป็นความเข้าใจในเชิงพุทธศาสนา ที่เป็นการเรียนรู้ของผู้บริสุทธ์ อย่างเช่นธรรมราชาที่ทำงานเพื่อผู้อื่น ความไม่เห็นแก่ตัวและการเสียสละของนายหลวง คือการเป็นประชาธิปไตยโดยธรรมชาติของท่านเอง ด้วยการรับใช้ปวงชนแทนที่จะเพื่อตนเองหรือกฎหมายที่จำกัด (และเพราะว่าท่านคือกษัตริย์ ท่านย่อมมีความรู้ หรือตรัสรู้ได้ในทุกสิ่งทุกอย่าง โดยรู้เองว่าประชาชนต้องการสิ่งใด) ปัจจัยสำคัญอีกอย่างของธรรมราชาคือ ผู้มีความสำคัญของระบบนักรบขุนนางเก่าแก่ คือการสถาปนาตนเองว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ในทางตรงข้ามกันนั้น สมาชิกรัฐสภาไม่ได้ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้าง ในช่วงปลายสมัย พ.ศ. 2503 เรื่อยมานั้น ภูมิพลได้กล่าวดูหมิ่นบรรดานักการเมืองว่าต่างเล่นการเมืองกันเพื่อตนเองและผลประโยชน์ของพวกพ้อง ท่านไม่ได้ออกตัวอย่างโจ่งแจ้งว่าท่านดีกว่า แต่แสดงความโดดเด่นออกมาด้วยผลงานของท่าน โดยให้การกระทำของท่านเป็นการบ่งบอกความหมายในตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าระบบกษัตริย์คือรากฐานเนื้อหาของประชาธิปไตย ย่อมได้รับการท้าทายเพราะว่า คนไทยเชื่อว่าระบบประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งตัวแทน ที่มีคุณสมบัติที่ทำให้กษัตริย์เสื่อมไป ทางสำนักราชวังจึงตอบกลับออกมาว่า กษัตริย์ของราชวงศ์จักรีต่างเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน หรือกระทำการที่มิชอบแล้วก็คงไม่ได้นั่งราชบัลลักก์มาจนถึงทุกวันนี้ ตามเหตุผลแล้ว ภูมิพลและกษัตริย์องค์ก่อนๆที่นั่งบัลลักก์กันมาต่างได้รับการเลือกตั้งกันมาทั้งสิ้น ท่านได้ดำรัสตอบกล่าวกับนักข่าวที่สัมภาษณ์ว่า “ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้ง หากประชาชนไม่ต้องการข้าพเจ้าแล้ว พวกเขาก็สามารถปลดข้าพเจ้าออกจากตำแหน่งไปได้”
หากนั่นคือความจริง การเลือกตั้งในความเข้าใจโดยทั่วไป อาจจะไม่มีประโยชน์นักในการเลือกตัวผู้แทนต่างๆ และประวัติการไม่สนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของภูมิพลสะท้อนให้เห็นออกมา ดังที่ได้เห็นกันมาจากยุคสมัยสฤษดิ์ และถนอม โดยท่านได้สนับสนุนการแต่งตั้งบรรดาวุฒิสมาชิกต่างๆ ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าสมาชิกสภา ยิ่งกว่านั้นยังได้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีอย่างเช่น เปรม ซึ่งมีอำนาจในทั้งสองสภา กษัตริย์ได้เสี้ยมสอนให้ชาวไทยเห็นและยอมรับว่า มันเป็นเช่นเดียวกันกับระบบการเลือกตั้งในประเทศตะวันตก เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งล้มเหลวลง
การสรุปอย่างคราวๆว่าประชาธิปไตยเป็นหลักการอันบริสุทธิ์ของธรรมราชา เป็นเพียงการก้าวหน้าเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น ทั้งประชาธิปไตยและการประพฤติปฎิบัติทางธรรมราชาเป็นลักษณะของปัจเจกบุคคล ทำให้ปวงชนไขว้เขวจากระบบการมีพระมหากษัตริย์เป็นจุดศูนย์กลางของประเทศชาติ หากราชอาณาจักรมีความสูงส่งทางด้านจิตใจ ทุกคนมีความบริสุทธิ์ใจแล้ว ภูมิพลก็คือผู้ที่มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมในการสร้างความเชื่อทั้งสองให้เข้ากันได้
ปัจจัยขั้นพื้นฐานในการเปลี่ยนแปลงของท่านก็คือ การสร้างความสมานฉันท์ทั้งด้านพลเรือนและศาสนา ทำให้มันเป็นเสาหลักทั้งด้านประชาธิปไตยและทางธรรมะ ท่านอ้างว่าประชาธิปไตยคือระบบการปกครองที่มีโครงสร้างเพื่อผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม ดังนั้นมันจึงเป็นระบบที่ไม่สามารถบรรลุผลได้ด้วยบรรดาปัจเจกบุคคลต่างๆ ยิ่งกว่านั้นมันเป็นระบบที่ต้องการให้คนทุกๆคนทำงานร่วมกันเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน ดังนั้นความสมานฉันท์ คือหนทางที่แท้จริงของระบบประชาธิปไตย (ซึ่งอาจจะไม่มีความหมายในโลกตะวันตก ที่ทำให้เกิดการแก่งแย่งในพรรคการเมืองและระบบการเลือกตั้ง ) ในทางธรรมะแล้ว ปัญหาของภูมิพลก็คือประเด็นความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมที่เป็นไปตามยถากรรมของแต่ละบุคคล โดยภูมิพลได้ตีความหมายว่า หนทางของชาวไทยแต่ละคนนั้นขึ้นอยู่กับสังคมส่วนรวมที่อาศัยอยู่ และผลของการกระทำของแต่ละคนย่อมมีผลกระทบต่อบุคคลอื่นด้วย ภูมิพลต้องการให้ประชาชนไทยเห็นว่า ชีวิตคือพรหมลิขิตอันขึ้นอยู่กับประเทศชาติ และพรหมลิขิตของประเทศชาตินั้นขึ้นอยู่กับสถาบันกษัตริย์
ความสมานฉันท์และความจงรักษ์ภักดีนั้นยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาของชาติได้ กษัตริย์ภูมิพลสรุปเอาว่าสิ่งที่ทำให้การพัฒนาประเทศชาติเชื่องช้า ก็เพราะว่าความเกียจคร้านของชาวไร่ชาวนาในชนบท อันอาจจะเป็นผลมาจากหลักการสอนในธรรมะให้คนตัดความอยากออกไป (ภูมิพลไม่ได้อ้างถึงปัญหาที่มาจากการไร้โอกาสต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา และข้อมูลข่าวสารที่ชาวบ้านเข้าไม่ถึง) แต่ด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ชาวไร่ชาวนาไม่ทำงานขยันขันแข็งเพียงพอสำหรับประเทศ ดังนั้นภูมิพลจึงเพิ่มเอาการอุตสาหกรรมเข้าร่วมกับหลักธรรมด้วย โดยเน้นถึงการทำงานร่วมกันมากกว่าการทำงานเพียงลำพังด้วยตัวเอง ท่านได้กล่าวอย่างไม่พอใจว่าประชาชนขึ้เกียจ ไม่เข้าถึงธรรมเพียงพอ เป็นการทำลายชาติ “เด็กๆต้องรู้ว่าความสุขต่างๆในชีวิตนั้นไม่ได้รออยู่ข้างหน้า แต่มันเกิดจากการกระทำที่มีผลงานที่ต่อเนื่อง และมีความประพฤติที่ดี คนที่มีความประพฤติไม่ดีและไม่สนใจไยดีต่อการทำงาน จะไม่มีโอกาสได้พบกับความสุขในชีวิต”7
ในอีกด้านหนึ่ง ท่านยังได้ย้ำอีกว่าความอยากความโลภคือลักษณะของโลกทุนนิยม อันเป็นอุปสรรคต่อความสมานฉันท์และความก้าวหน้า ทุนนิยมคือความเห็นแก่ตัว แบ่งแยก และหาผลประโยชน์ส่วนตัว “พวกที่มุ่งแสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ควรได้รับการสรรเสริญ” ท่านกล่าวไว้ในปี พ.ศ.2523 ว่า “เราควรมุ่งหน้าอุตสาหะทำงานร่วมกัน เพื่อผลประโยชน์ของทุกคนที่ตั้งใจไว้ อันทำให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติ” จนหลังจากปี2523เรื่อยไป หลังจากสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจล้มลง ท่านได้สรุปเอาไว้ว่า ระบบทุนนิยมย้ำเอาแต่ได้อย่างเดียว อันเป็นแกนสำคัญที่ทำให้ระบบในประเทศไทยล้มเหลว ดังนั้นท่านจึงนำทฤษฎีใหม่มาใช้ชื่อว่า เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นหนทางที่พระพุทธเจ้าได้ใช้ในการกำจัด ความอยาก ความโลภ “ความพอเพียง” ภูมิพลกล่าวว่า “หากผู้ใดรู้จักความพอเพียง ผู้นั้นก็จะมีความอยากน้อยลงไป และผู้มีความอยากน้อยลงไป ก็จะไม่แสวงหาผลประโยชน์จากผู้อื่น หากประเทศชาติเข้าใจความคิดนี้แล้ว........หากปราศจากความอยากความโลภแล้ว โลกนี้ก็จะเป็นโลกที่มีความสุข”8
อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของการพัฒนาในทัศนวิสัยของธรรมราชาแบบประชาธิปไตย หรืออีกนัยหนึ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกกันว่า ธรรมาธิปไตย(dhammocracy) ก็คือรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายพื้นฐานของประเทศ รัฐธรรมนูญเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปว่าเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตย โดยมีหลักการที่ได้รับการนำมาใช้ หรือใช้อย่างแดกดันว่าราชวงศ์แสดงการเฉลิมฉลองผลงานที่โกหกมดเท็จของกษัตริย์ประชาธิปก ที่ได้แอบอ้างว่าเป็นผู้สร้างประชาธิปไตยให้แก่ประเทศ แม้นจะแอบอ้างอย่างไร ทางในวังเองก็ไม่เคยได้เป็นเจ้าของหรือควบคุมรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง เมื่อจอมพล ป. ได้สร้างเส้าหลักของประเทศชาติด้วยคำว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญ” โดยสร้างความโปร่งใสในกฎหมายที่ควบคุมคุ้มครอง อันเป็นสถาบันที่แข่งขันกับอำนาจของกษัตริย์ คนไทยทุกคนสามารถอ้างสิทธิอิสรภาพต่างๆจากรัฐธรรมนูญ และสถาบันกษัตริย์ไม่สามารถขัดแย้งกฎหมายได้(ในบางโอกาส กษัตริย์ก็อ้างถึงรัฐธรรมนูญเพื่อตีความพระราชอำนาจพิเศษต่างๆ)